ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๕๘๒] คำว่า “จิตของท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบัติน้อมไปสู่ความสงัด” ความว่า จิตของท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบัติน้อมไป โอนไป เอนไป สู่พระนิพพานแท้ ดังที่ท่านพระวิสาขะกล่าวไว้ว่า “วิสาขผู้อาวุโส จิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธน้อมไป โอนไป เอนไป สู่ความสงัด”
[๕๘๓] ถามว่า “คนตายกับท่านผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธต่างกันอย่างไร” ตอบว่า คนตาย กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารดับแล้ว อายุสิ้นแล้ว ไออุ่นหมดแล้ว อินทรีย์ทั้งหลายแตกทำลายแล้ว ส่วนภิกษุผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารดับแล้วก็จริง แต่หาได้สิ้นอายุไม่ ไออุ่นก็ไม่หมด อินทรีย์ทั้งหลายก็ไม่แตกทำลาย
[๕๘๔] ถามว่า “นิโรธสมาบัตินี้เป็นสังขตะหรืออสังขตะ เป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ เป็นธรรมที่กระทำแล้วหรือมิได้กระทำแล้ว” ตอบว่า ไม่ควรตอบว่าเป็นสังขตะ หรืออสังขตะ เป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระ โดยส่วนเดียว เพราะสมาบัตินี้ย่อมถึงได้ด้วยอำนาจของพระอริยเจ้าผู้เข้า หากจะกล่าวโดยนัยว่าเป็นธรรมที่สำเร็จแล้ว ก็ไม่ควรนัก ควรกล่าวว่าเป็นธรรมที่ไม่สำเร็จมากกว่า
อติ สนฺตํ สมาปตฺติ อิธํ อริยเสวตี
ภาเวตฺวา อริยปุคฺคโล มิติ สุขํ อุปาคตํ
ยสมา ตสฺมา อิมิสสาปิ สมาปชฺชนฺติ ปณฺฑิตา
อริยมคฺเคสุ ปญฺญาย อานิสํโสติ วุจฺจติ
แปลความว่า สมาบัติอันสงบอย่างยิ่งนี้ พระอริยะย่อมเสพแล้ว พระอริยบุคคลเจริญแล้ว ย่อมเข้าถึงสุขอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงเข้าถึงสมาบัตินี้ด้วย อานิสงส์แห่งปัญญาในอริยมรรคทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้อย่างนี้
๑ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๕๔/๕๐๕
๒ ดูเทียบ ม. มู. (ไทย) ๑๒/๔๙๗/๔๙๕