ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พระบาลีรับรองว่า ปริกรรมภาวนาแห่งปฐมฌาน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌานโดยอนันตรปัจจัย ฉะนี้
หมวดที่ 2 ที่ว่า สมาธิมี 2 อย่าง โดยแยกเป็น โลกิยสมาธิ 1 โลกุตตรสมาธิ 1 นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เอกัคคตาที่ประกอบด้วยกุศลจิตในภูมิ 3 คือ กามภูมิ รูปภูมิและอรูปภูมิ เรียกว่า โลกิยสมาธิ เอกัคคตาที่ประกอบด้วยอริยมรรคจิต เรียกว่า โลกุตตรสมาธิ
หมวดที่ 3 ที่ว่า สมาธิมี 2 อย่าง โดยแยกเป็น สัปปีติกสมาธิ 1 นิปปีติกสมาธิ 1 นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เอกัคคตาในฌาน 2 ข้างต้นในจตุกนัย และในฌาน 3 ข้างต้นในปัญจกนัย เรียกว่า สัปปีติกสมาธิ คือสมาธิที่ประกอบด้วยปีติ เอกัคคตาในฌาน 2 ที่เหลือข้างปลาย เรียกว่า นิปปีติกสมาธิ คือสมาธิที่ปราศจากปีติ ส่วนอุปจารสมาธิที่ประกอบด้วยปีติก็มี ที่ปราศจากปีติก็มี
หมวดที่ 4 ที่ว่า สมาธิมี 2 อย่าง โดยแยกเป็น สุขสหคตสมาธิ 1 อุเปกขาสหคตสมาธิ 1 นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เอกัคคตาในฌาน 3 ข้างต้นในจตุกนัย และในฌาน 4 ข้างต้นในปัญจกนัย เรียกว่า สุขสหคตสมาธิ คือสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนา เอกัคคตาในฌานที่เหลือข้างปลาย เรียกว่า อุเปกขาสหคตสมาธิ คือสมาธิที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา ส่วนอุปจารสมาธิที่ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี ที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาก็มี
ในสมาธิที่แยกเป็น 3 อย่าง หมวดที่ 1 ที่ว่า สมาธิมี 3 อย่าง โดยแยกเป็น หีนสมาธิ 1 มัชฌิมสมาธิ 1 ปณีตสมาธิ 1 นั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ สมาธิที่พอได้บรรลุ ยังมิได้ส้องเสพให้หนัก ยังไม่ได้ทำให้มาก ๆ เรียกว่า หีนสมาธิ คือสมาธิขั้นต่ำ สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นยังไม่ดี คือยังไม่ได้ทำให้ถึงความคล่องแคล่วเป็นอย่างดี เรียกว่า มัชฌิมสมาธิ คือสมาธิขั้นกลาง สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นได้ดีแล้ว คือถึงความเป็นวสีมีความสามารถอย่างคล่องแคล่วแล้ว เรียกว่า ปณีตสมาธิ คือสมาธิขั้นประณีต