ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๑๓] บัดนี้ จะวินิจฉัยในคำทั้งหลายมีคำว่า โยคีบุคคลนั้นย่อมกระทำซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาด้วยดีแล้ว เป็นต้น ดังต่อไปนี้
อันโยคีบุคคลนั้นพึงถือเอานิมิตด้วยดีตรงที่ร่างศพนั้น ด้วยสามารถแห่งการถือเอานิมิตตามที่กล่าวมาแล้ว พึงนึกทำสติให้ปรากฏด้วยดี พึงทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ ใคร่ครวญและกำหนดให้ดีนั้นเทียว พึงยืนหรือนั่งอยู่ตรงที่ไม่ไกลเกินไปไม่ใกล้เกินไปแต่ร่างศพ ลืมตาขึ้นดูอสุภนิมิต พึงลืมตาดู หลับตานึก ร้อยครั้ง พันครั้ง โดยบริกรรมว่า อสุภะขึ้นพองน่าเกลียด อสุภะขึ้นพองน่าเกลียด เมื่อทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ เข้า อุคคหนิมิต ก็จะเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้ว
ถาม - อุคคหนิมิตย่อมเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้วเมื่อไร ?
ตอบ - กาลใด เมื่อโยคีบุคคลลืมตาดูและหลับตานึกอยู่นั้น นิมิตมาสู่คลองจักษุเป็นเสมือนอันเดียวกัน กาลนั้น ชื่อว่าอุคคหนิมิตเป็นอันโยคีบุคคลถือเอาด้วยดีแล้ว
โยคีบุคคลนั้น ครั้นทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาด้วยดีแล้ว ใคร่ครวญนิมิตนั้นให้เป็นอันใคร่ครวญด้วยดีแล้ว กำหนดนิมิตนั้นให้เป็นอันกำหนดด้วยดีแล้ว โดยประการดังกล่าวมา ถ้าไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งที่สุดแห่งภาวนา ณ ตรงที่อาสนะนั้นนั่นแล ลำดับนั้น อันโยคีบุคคลนั้นพึงเป็นผู้เดียวดาย ไม่มีเพื่อนสอง โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในเวลามาข้างเทียว มนสิการถึงกัมมัฏฐานนั้นนั่นแหละ พึงทำสติให้ปรากฏด้วยดี มีอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ในภายใน มีใจไม่แลบออกไปข้างนอก เดินไปสู่เสนาสนะของตนนั้นเถิด
อนึ่ง เมื่อจะออกจากป่าช้านั้น โยคีบุคคลพึงกำหนดทางมาไว้ว่า เราออกมาโดยทางใด ทางนี้ตรงไปสู่ทิศปราจีน หรือทางนี้ตรงไปสู่ทิศปัจฉิม ทิศอุดร หรือทิศทักษิณหรือทางนี้ตรงไปสู่ทิศเฉียง แหละ ณ สถานที่ตรงนี้ไปทางซ้าย ณ สถานที่ตรง