ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อสุภะที่มีโลหิตไหล ย่อมจะหาได้ในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนผู้ได้รับการประหารในสนามรบเป็นต้น หรือในเมื่อมือและเท้าเป็นต้นถูกตัดขาด หรือในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนมีฝีและต่อมแตก เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลครั้นเห็นโลหิตอันไหลอยู่นั้นแล้ว พึงยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยบริกรรมว่า อสุภะมีโลหิตไหลน่าเกลียด อสุภะมีโลหิตไหลน่าเกลียด ดังนี้ ในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏมีอาการไหวอยู่เหมือนธงผ้าแดงที่ถูกลมพัด ส่วน ปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่งอยู่
อสุภะที่มีหนอนเกลื่อนกลาด ย่อมมีได้ในเวลาที่หมู่หนอนชอนออกจากปากแผล ๙ แห่งของศพ โดยล่วงไปได้ ๒-๓ วัน ก็แหละ ปุฬุวกอสุภะนั้น ย่อมดำรงสภาพอยู่เหมือนกองข้าวสุกแห่งข้าวสาลี มีขนาดเท่าร่างสุนัข สุนัขจิ้งจอก มนุษย์ โค กระบือ ช้าง ม้า หรืออูฐเลื่อมเป็นต้นนั้นเทียว ในบรรดาร่างของสุนัขเป็นต้นเหล่านั้น อันโยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปในร่างของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยบริกรรมว่า อสุภะมีหนอนเกลื่อนกลาดน่าเกลียด อสุภะมีหนอนเกลื่อนกลาดน่าเกลียด ดังนี้ เป็นความจริงนิมิตในศพช้างซึ่งอยู่ภายในบิจกาพัทธ์ะ ก็ได้ปรากฏแก่พระจูฬปิณโฑลปาติคัตติสสเถระ ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นเสมือนเคลื่อนไหวอยู่ ปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่ง เสมือนกองข้าวสุกแห่งข้าวสาลี
อัฏฐิกอสุภะ คืออสุภะที่เป็นกระดูก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยประการต่าง ๆ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุนั้นพึงเห็นร่างที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูกยังมีเนื้อและเลือด มีเอ็นยึดอยู่ ดังนี้ ร่างกระดูกนั้นเขาทิ้งไว้ ณ ที่ตรงไหน อันโยคีบุคคลพึงไป ณ ที่ตรงนั้นโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในอุทธุมาตกอสุภะนั้นแล ครั้น
๑ ดูเทียบ ที. ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๔, ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๑๔๕/๒๐๐