ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แม้ถึงจะได้กำหนดด้วยประการอย่างนี้แล้ว นิมิตก็มิได้ปรากฏ โยคีบุคคลพึงวางจิตไว้ตรงที่กระดูกหน้าผากนั้นเถิด
[๑๒๐] ก็และการถือเอานิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่างในอัฐิกอสุภะนี้ ฉันใด แม้ในอสุภะอื่น ๆ ข้างต้นแต่นี้ มีปุฬุวกอสุภะเป็นอาทิ ฉันใดโยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถความเหมาะสม ฉันนั้น อนึ่ง กัมมัฏฐานบทนี้ ย่อมสำเร็จทั้งในโครงกระดูกทั้งสิ้น ทั้งในกระดูกท่อนเดียว เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลพึงถือเอาซึ่งนิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่าง ในโครงกระดูกและกระดูกท่อนเดียวนี้แต่ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว พึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะเป็นกระดูกน่าเกลียด อสุภะเป็นกระดูกน่าเกลียด ดังนี้
ในอัฐิกอสุภกัมมัฏฐานนี้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า ทั้งอุคคหนิมิตทั้งปฏิภาคนิมิต ย่อมเป็นเช่นเดียวกันนั่นเทียว คำของพระอรรถกถาจารย์นั้นถูกสำหรับในกระดูกท่อนเดียว ส่วนสำหรับในโครงกระดูก เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏนั้นปรากฏเป็นช่อง เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ ปรากฏเป็นโครงกระดูกบริบูรณ์ จึงจะถูก อนึ่ง แม้สำหรับในกระดูกท่อนเดียว อุคคหนิมิตพึงเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว น่าสะพรึงกลัว ปฏิภาคนิมิตพึงเป็นสิ่งที่ให้เกิดปีติและโสมนัส เพราะเหตุนำมาซึ่งอุปจารสมาธิ
ก็ในโอกาสนี้ คำใดที่ท่านพรรณนาไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย คำนั้นท่านก็พรรณนาให้ซ่องไว้แล้วนั่นเทียว เป็นความจริงอย่างนั้น ในอรรถกถานั้น แม้ว่าพระอรรถกถาจารย์จะได้พรรณนาไว้แล้วว่า ในพรหมวิหาร ๔ และ อสุภะ ๑๐ ปฏิภาคนิมิตหามิได้ เพราะในพรหมวิหาร ๔ มีมาสัมภพ (ความทำลายเขตแดน) นั่นแหละเป็นนิมิต และในอสุภะ ๑๐ ย่อมสำเร็จเป็นนิมิตในขณะเมื่อโยคีบุคคลเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลอย่างทำไม่ให้มีข้อแม้นั่นเทียว ดังนี้ แล้วยังพรรณนาต่อไปอย่างไม่มีขัดขึ้นเป็นต้นว่า นิมิตในอัฐิกอสุภะนี้ มี ๒ อย่าง คือ อุคคหนิมิต ๑ ปฏิภาคนิมิต ๑ อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่ผิดรูปผิดร่าง น่าหวาดเสียวน่าสะพรึงกลัว ดังนี้ เพราะเหตุนั้น คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าววิจารณ์ไว้แล้ว คำนั้นนั่นแหละเป็นอันถูกต้องแล้วในอธิการแห่งอัฐิกอสุภะนี้