ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันผ่านไปแล้วกลางคืนย่างเข้ามา ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า เหตุแห่งความตายของเรามีมากแล คือ งูจะพึงกัดเรา แมลงป่องจะพึงต่อยเรา หรือ ตะขาบจะพึงกัดเรา เราจะพึงตาย เพราะเหตุนั้น นั่นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา มิฉะนั้นเราพึงจะพลัดล้มลง หรือภัตที่เราบริโภคแล้วพึงเสียไป น้ำดีของเราพึงกำเริบก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ มีใช่เท่านั้น ลมมีพิษดั่งศัสตราจะพึงกำเริบแก่เราก็ได้ เราจะต้องตาย เพราะเหตุนั้น นั่นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา” พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตายโดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก ด้วยประการฉะนี้
[๑๗๓] คำว่า อายุทุกขลภาพ อธิบายว่า ธรรมดาว่าอายุนั้นไม่แข็งแรง อ่อนแอ จริงอย่างนั้น ชีวิตของเหล่าสัตว์เนื่องด้วยลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เนื่องด้วยอิริยาบถ เนื่องด้วยความเย็นและความร้อน เนื่องด้วยมหาภูต และเนื่องด้วยอาหาร ชีวิตนี้นั้นเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้านั่นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อลมทางจมูกที่ออกไปข้างนอกไม่กลับเข้าไปข้างในก็ดี ที่เข้าไปแล้วไม่ออกมาก็ดี บุคคลย่อมได้ชื่อว่าตาย ชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งอิริยาบถทั้ง ๔ นั่นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะความที่อิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งเกินประมาณ อายุสังขารย่อมขาด ชีวิตที่ได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งความเย็นและความร้อนนั้นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อบุคคลถูกความเย็นจัดก็ดี ถูกความร้อนจัดก็ดีครอบงำ ย่อมวินิบัติ ชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งมหาภูตรูปนั้นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะปฐวีธาตุหรืออาโปธาตุ เป็นต้นธาตุใดธาตุหนึ่งกำเริบ บุคคลแม้สมบูรณ์ด้วยกำลังก็ยังเป็นคนมีกายแข็งกระด้างได้หรือมีกายเน่าเปรอะเปื้อนด้วยอำนาจโรคลงแดง เป็นต้น หรือมีความร้อนมากเป็นเบื้องหน้าได้ หรือมีข้อขัดและเส้นเอ็นขาดได้ ย่อมถึงความสิ้นชีวิต บุคคลเมื่อได้แม้อาหารหรือคำข้าวในเวลาที่ควรนั้นแหละ ชีวิตจึงเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่ได้อาหารย่อมถึงความสิ้นสูญ พระโยคาวจรพึงตามระลึกถึงความตายโดยอายุเป็นของทุกขลภาพ ด้วยประการฉะนี้