ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๗๕] คำว่า โดยมีกำหนดระยะกาล อธิบายว่า ระยะกาลแห่งชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายในบัดนี้น้อยนัก ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือเลย (๑๐๐ ปี) ไปบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายอายุของมนุษย์ทั้งหลายในนี้น้อยนัก พวกเขาจำต้องไปยังสัมปรายภพ พวกเขาควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายย่อมไม่มี ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกิน (๑๐๐ ปี) ก็มีก็แต่เป็นส่วนน้อย
อายุของมนุษย์นั้นน้อยนัก สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุนั้นเสีย พึงรีบประพฤติความดี ดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
เพราะความตายจะไม่มาถึงย่อมไม่มี ทรงตรัสไว้อีกว่า ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีคาสดาชื่อว่าอรุกดังนี้เป็นต้น บัณฑิตพึงยังพระสูตรทั้งหมดอันประกอบด้วยอุปมา ๗ ข้อให้พิสดาร ตรัสไว้อีกสูตรหนึ่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วคืน ๑ และวัน ๑ เราพึงกระทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิต อันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเวลากลางวัน เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจแห่งบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเวลาที่เราบิณฑบาตตรงหนึ่ง เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะที่เราเคี้ยวคำข้าว ๔-๕ คำแล้วกลืนกิน เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี