ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วระยะเวลาเคี้ยวอาหารกลืนลงไปได้คำเดียว เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ของตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ชั่วระยะเวลาหายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ของตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ พวกเธอย่อมเจริญมรณสติเข้มแข็งเพื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้
ระยะกาลแห่งชีวิตนั้นน้อยนัก ไม่น่าไว้วางใจเพียงชั่วเคี้ยวคำข้าว ๔-๕ คำอย่างนี้แล
พระโยคาวจรพึงตามระลึกถึงความตายโดยมีกำหนดระยะกาล ด้วยประการฉะนี้
[๑๗๖] ในคำว่า โดยมีขณะเล็กน้อย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ จริงอยู่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนักชั่วความเป็นไปแห่งจิตขณะเดียวเท่านั้น เปรียบเหมือนล้อรถแม้เมื่อหมุนไปก็หมุนด้วยส่วนแห่งวงล้อส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วนแห่งวงล้อส่วนหนึ่งเท่านั้น ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นไปชั่วขณะแห่งจิตขณะเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ในเมื่อจิตนั้นดับแล้วสัตว์ก็ถูกเรียกว่าดับแล้ว ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ในขณะแห่งจิตเป็นอดีต สัตว์เป็นแล้ว ไม่ช่กำลังเป็นอยู่ ไม่เข้าถึงเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นอนาคต ไม่ใช่เป็นแล้ว ไม่ช่กำลังเป็น แต่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์ไม่ใช่เป็นแล้ว แต่กำลังเป็น ไม่ช่จักเป็น
ชีวิต, อัตภาพ และสุขทุกข์ทั้งมวลล้วนประกอบกับจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปโดยรวดเร็ว ขันธ์ของสัตว์ทั้งที่ตายทั้งที่ยังดำรงอยู่ในภพนี้ ครั้นดับแล้วก็เหมือนกัน หมดไปโดยไม่มีความสืบต่อสัตว์ไม่เกิดเพราะจิตที่เป็นอนาคต