ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เป็นอยู่เพราะจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์โลกชื่อว่าตายเพราะความดับแห่งจิต แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์เป็นบัญญัติ พึงระลึกถึงมรณะโดยมีขณะเล็กน้อย ด้วยประการฉะนี้
[๑๗๗] แม้เมื่อพระโยคาวจรระลึกถึงความตายอยู่โดยอาการ ๘ อย่างดังกล่าวมานี้ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตย่อมได้อาเสวนะความสังเวชด้วยอำนาจทำในใจบ่อย ๆ สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบ องค์ฌานย่อมปรากฏ แต่เพราะถมามีสภาวธรรมเป็นอารมณ์ และเพราะอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความสลด ถมาจึงไม่ถึงขั้นอัปปนาถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น แต่โลกุตตรฌานและอรูปฌานที่ ๒ ที่ ๔ ย่อมถึงอัปปนาด้วยภาวนาพิเศษแม้ในเพราะสภาวธรรม ด้วยว่า โลกุตตรฌานย่อมถึงอัปปนาด้วยอำนาจแห่งลำดับของการทำความบริสุทธิ์ให้เกิด อรูปฌานย่อมถึงอัปปนาด้วยอำนาจแห่งภาวนาอันเป็นเครื่องก้าวล่วงอารมณ์ เพราะว่าในอรูปฌานนั้น ย่อมมีกิจพอที่จะก้าวล่วงด้วยยถีอารมณ์แห่งฌานที่ถึงอัปปนาแล้วนั่นแล แต่มรณานุสสติกัมมัฏฐานนี้ไม่มีทั้ง ๒ คือ ทั้งโลกุตตรฌานและอรูปฌาน ฉะนั้นจึงเป็นเพียงอุปจารฌานเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่ามรณสติ เพราะเกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งมรณสติ ก็แหละภิกษุผู้ประกอบมรณสตินี้อยู่เนือง ๆ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมได้สัญญาในอันไม่ยินดีในภพทั้งปวง ย่อมละความใคร่ในชีวิต เป็นผู้ตียนบาป เป็นผู้ไม่มากไปด้วยความสั่งสมโภชทรัพย์ทั้งหลาย เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน แม้อินทรีย์สัญญาถึงความคุ้นแก่กิเลสนั้น ทุกขสัญญาและอนัตตสัญญาก็ปรากฏตามกระแสแห่งอนิจจสัญญานั้นนั่นแล เหล่าสัตว์ผู้ไม่เจริญมรณสติ เมื่อถึงคราวจะมรณะย่อมถึงความกลัว ความสะดุ้ง ความหลงโดยสาหัส ดังถูกเนื้อร้าย, ยักษ์, งู, โจร, และเพชฌฆาตครอบงำ ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้เจริญมรณสติย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เป็นผู้หาความกลัวมิได้เป็นผู้ไม่มีความหลงทำกาละ ผู้เจริญมรณสติถ้าหากจะยังไม่ได้มรสอมตรธรรมในปัจจุบันชาติ เบื้องหน้าแต่กายแตกทำลายไปก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระโยคาวจรผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในมรณสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กล่าวมุขอย่างพิสดารในมรณสติ ยุติเพียงเท่านี้