ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แหละ อาจารย์เมื่อจะบอก อุคคหโกสัลละ โดย ๗ วิธีดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า กัมมัฏฐานนี้ที่ตรัสไว้ในสูตรโน้นโดยเป็นสิ่งปฏิกูล ในสูตรโน้นโดยเป็นธาตุดังนี้แล้ว จึงบอก จริงอยู่ กายคตาสติที่มีกัมมัฏฐานนี้ ในมหาสติปัฏฐานสูตรตรัสไว้โดยเป็นสิ่งปฏิกูล ในมหาหัตถิปโทปมสูตร มหาราหุโลวาทสูตร และธาตุวิภังคสูตรตรัสไว้โดยเป็นธาตุ ส่วนในกายคตาสติสูตรทรงจำแนกภูมิ ๔ หมายเอาพระโยคาวจรผู้มีผมปรากฏโดยสี ในกัมมัฏฐาน ๒ อย่างนั้น ที่ตรัสไว้โดยเป็นธาตุจัดเป็นอัปปนากัมมัฏฐาน ที่ตรัสไว้โดยเป็นสิ่งปฏิกูลจัดเป็นสมถกัมมัฏฐาน กายคตาสติที่มีกัมมัฏฐานในที่นี้นั้น จัดเป็นสมถกัมมัฏฐานนั่นเอง
[๑๘๑] อาจารย์พึงบอกอุคคหโกสัลละโดย ๗ วิธี ด้วยประการฉะนี้ อาจารย์พึงบอก มนสิการโกสัลละ โดย ๑๐ วิธีอย่างนี้ คือ โดยลำดับ ๑ โดยไม่เร็วนัก ๑ โดยไม่เฉื่อยช้านัก ๑ โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน ๑ โดยล่วงบัญญัติ ๑ โดยละลำดับ ๑ โดยอัปปนา ๑ และโดยสุดต้นตะ ๓
ใน มนสิการโกสัลละ ๑๐ อย่างนั้น ข้อว่า โดยลำดับ ความว่า กัมมัฏฐานเริ่มตั้งแต่สาระย่อมต้องมนสิการไปตามลำดับ ไม่พึงมนสิการโดยเว้นไว้ระหว่างเสียบทหนึ่ง เพราะเมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยเว้นไว้ระหว่างเสียบทหนึ่ง ย่อมจะเป็นผู้เหนื่อยจิตตกไปจากการได้รับความแช่มชื่นอันจะพึงบรรลุด้วยอำนาจภาวนาสมบัติ ย่อมไม่ยังภาวนาให้สำเร็จ เปรียบเสมือนคนไม่ฉลาดขึ้นบันได ๓๒ ขั้น โดยเว้นไว้ระหว่างเสียขั้นหนึ่ง ก็จะเหนื่อยกาย ตกลง ไม่ยังการขึ้นให้สำเร็จได้ ฉะนั้น
แม้เมื่อมนสิการโดยลำดับ ก็พึง มนสิการโดยไม่เร็วนัก เพราะเมื่อมนสิการเร็วนัก กัมมัฏฐานย่อมถึงที่สุดเป็นแท้ก็จริง ถึงอย่างนั้นกัมมัฏฐานนั้นก็ไม่ปรากฏชัด ย่อมไม่นำมาซึ่งคุณวิเศษ เปรียบเหมือนบุรุษผู้เดินทางประมาณ ๓ โยชน์ ไม่ค่อยกำหนดทางที่ควรเว้นและควรแวะ เดินกลับไปกลับมาอยู่ตั้ง ๗ ครั้งโดยฝีเท้าอันเร็ว ระยะทางย่อมถึงความสิ้นสุดไปก็จริง ถึงกระนั้นก็ควรถามเขาก่อนแล้วจึงเดินทาง เพราะเหตุนั้น พึงมนสิการโดยไม่เร็วนัก