ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง มนสิการโดยไม่เฉื่อยช้านัก ก็นับเดียวกับมนสิการโดยไม่เร็วนัก เพราะว่า เมื่อมนสิการโดยเฉื่อยช้านัก กัมมัฏฐานจะไม่ถึงที่สุด ไม่เป็นปัจจัยแห่งการได้คุณวิเศษ เปรียบเหมือนเมื่อบุรุษผู้ประสงค์จะเดินทาง ๓ โยชน์ในวันเดียวกันเอง มัวพักอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ มีต้นไม้ภูเขาและบึงเป็นต้นในระหว่างทางเสีย ทางก็ไม่ถึงความสิ้นสุด โดย ๒-๓ วันจึงจะถึงที่สุด ฉะนั้น
คำว่า มนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน ความว่า พึงป้องกันภาวะที่จิตทอดทิ้งกัมมัฏฐานแล้วฟุ้งซ่านไปในอารมณ์หลายหลายในภายนอก เพราะเมื่อไม่ป้องกัน เมื่อจิตพล่านไปภายนอก กัมมัฏฐานย่อมเสื่อมคลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้เดินทางเสียบเหวซึ่งเป็นทางเดินได้เพียงคนเดียว ไม่กำหนดเท้าที่เหยียบลงไป มัวเหลียวไปข้างโน้นข้างนี้ การวางเท้าก็ย่อมจะผิดพลาดลงไปในเหวอันลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรพึงมนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน
คำว่า มนสิการโดยล่วงบัญญัติ ความว่า พึงล่วงบัญญัติมีอาทิว่า เกสา โลมา ดังนี้แล้วจึงคิดว่าเป็นของปฏิกูล เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยบัญญัติว่า เกสา โลมา ดังนี้ในเบื้องต้น ความเป็นของปฏิกูลย่อมปรากฏ ภายหลังจึงเลิกบัญญัติว่า เกสา โลมา เป็นต้น พึงตั้งจิตไว้ในภาวะที่เป็นของปฏิกูลเท่านั้น เปรียบเหมือนในคราวหาน้ำยาก คนทั้งหลายพบบ่อน้ำในป่าแล้วผูกสิ่งอะไร ๆ มีใบตาลเป็นต้นเป็นเครื่องหมายไว้ในที่นั้นแล้ว มาตามเครื่องหมายนั้นแล้วก็อาบและดื่ม แต่เมื่อใดด้วยการสัญจรไปเนือง ๆ