ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บ่อย ๆ เข้า ก็โผล่ขึ้นแต่ในที่ ๆ นายพรานทำเสียงตะเพิด ในบรรดา ๒ ส่วนที่ปรากฏนั่น ส่วนใดปรากฏชัดกว่า พระโยคาวจรพึงมนสิการส่วนนั้นนั่นแหละแล้ว ๆ เล่า ๆ ยังอัปปนาให้เกิดได้ เหมือนการที่ลิงไป ๆ ก็หมอบอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่งยืดยอดตาลคมอันสะอาดตรงกลางต้นนั้นไว้มั่น แม้ลูกยิงก็ไม่โผล่ ฉะนั้น
อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อาศัยอยู่ในบ้านอันมีตระกูล ๓๒ ตระกูลอยู่ ได้ภิกษา ๒ ส่วนในเรือนหลังแรกทีเดียวแล้ว ก็สละเรือนหลังหนึ่งข้างหน้าเสีย วันรุ่งขึ้นได้ ๓ ส่วนแล้ว ก็สละเรือน ๒ หลังข้างหน้าเสีย ในวันที่ ๓ ได้ภิกษาเต็มบาตรในเรือนหลังต้นทีเดียวแล้วก็ไปโรงฉัน ฉันเสียเลย ฉันใด คำอุปไมยอันยังอุปมาให้ถึงพร้อมก็ฉันนั้น อาการ ๓๒ เปรียบเหมือนหมู่บ้าน ๓๒ ตระกูล พระโยคาวจรเหมือนบิณฑบาติกภิกษุ การที่พระโยคีทำบริกรรมในอาการ ๓๒ เหมือนการที่บิณฑบาติกภิกษุนั้นอาศัยหมู่บ้านนั้นอยู่ การที่เมื่อพระโยคีมนสิการไป ๆ สละส่วนทั้งหลายที่ไม่ปรากฏเสีย ทำบริกรรมในส่วนทั้งหลายที่ปรากฏ ๆ จนถึง ๒ ส่วน ก็เหมือนการที่บิณฑบาติกภิกษุได้ภิกษา ๒ ส่วนในเรือนหลังแรกแล้วสละเรือนหลังหนึ่งข้างหน้าเสีย และเหมือนในวันที่ ๒ ได้ ๓ ส่วน สละเรือน ๒ หลังข้างหน้าเสีย การที่พระโยคีมนสิการบ่อย ๆ เฉพาะส่วนที่ปรากฏชัดกว่าในบรรดา ๒ ส่วน แล้วยังอัปปนาให้เกิดก็เหมือนในวันที่ ๓ ได้เต็มบาตรในเรือนหลังต้นทีเดียวแล้วนั่งฉันเสียที่โรงฉัน ฉะนั้น
คำว่า มนสิการโดยอัปปนา ความว่า โดยส่วนที่จะเกิดอัปปนา นี้เป็นอธิบายในอาการนี้ คือ บัณฑิตพึงทราบว่าอัปปนาย่อมมีในส่วนหนึ่ง ๆ ในบรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นต้น
นี้เป็นอธิบายในข้อว่า คำว่า สุดต้นตะ ๓ เหล่านี้คือ อธิจิตตสูตร สีตวาสูตร โพชฌังคโกสัลลสูตร พระโยคาวจรควรทราบเพื่อปรุงแต่งวิริยะและสมาธิ