ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ประมาณเท่าปลายเมล็ดข้าวเปลือกตั้งอยู่ เบื้องบนกำหนดอากาศ เบื้องขวากำหนดด้วยส่วนแห่งกันและกัน การกำหนดเช่นนี้ว่า ผม ๒ เส้น ไม่มีโดยเป็นเส้นเดียวกัน ดังนี้ เป็นการกำหนดโดยส่วนที่เสมอกัน ธรรมดาผมทั้งหลายธรรมชาติก็สร้างมามิให้ปนกับส่วนที่เหลือ ๓๑ ส่วนอย่างนี้ว่า ผมมิใช่ขน ขนมิใช่ผม กำหนดเช่นนี้ว่า ส่วนนั้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนี้ เป็นการกำหนดส่วนที่ไม่เสมอกัน อันนี้เป็นการกำหนดผมโดยลักษณะมีสีเป็นต้น
[๑๘๓] ส่วนการกำหนดผมเหล่านั้นโดยเป็นสิ่งปฏิกูล ๕ ประการ ด้วยสามารถแห่งสีเป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ ธรรมดาผมเหล่านั้น แม้จะว่าโดยสีก็ดี โดยสัณฐานก็ดี โดยกลิ่นก็ดี โดยที่อาศัยก็ดี โดยโอกาสก็ดี ก็เป็นสิ่งปฏิกูล จริงอยู่ พวกมนุษย์เห็นสิ่งอะไร ๆ ที่มีสีคล้ายผมในภาชนะยาคูหรือในภาชนะภัตแม้ที่น่าพึงพอใจ ก็ย่อมน่าเกลียดว่าสิ่งนี้ปนกับผม จึงนำทิ้งไปเสีย ผมทั้งหลายแม้โดยสีก็ปฏิกูลด้วยประการอย่างนี้
อนึ่ง คนทั้งหลายเมื่อรับประทานอาหารกลางคืน แม้ถูกต้องเปลือกรักหรือเปลือกปออันมีสัณฐานดังผมเข้า ก็จะเกลียดขึ้นมาอย่างนั้นเหมือนกัน ผมทั้งหลายเป็นสิ่งปฏิกูลโดยสัณฐานดังกล่าวมานี้
อนึ่ง ผมที่เว้นจากการตกแต่งมีทาน้ำมันและอบดอกไม้เป็นต้น ย่อมมีกลิ่นน่าเกลียดอย่างยิ่ง เมื่อใส่เข้าในไฟย่อมมีกลิ่นน่าเกลียดยิ่งกว่านี้ ก็ผมทั้งหลายโดยสีและสัณฐานแม้จะถึงเป็นของไม่น่าเกลียด แต่โดยกลิ่นเป็นสิ่งที่น่าเกลียดแท้ เปรียบเหมือนอุจจาระของเด็กเล็ก ๆ โดยมีสีเหมือนขมิ้น แม้โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนก้อนขมิ้น และซากสุนัขดำที่ขึ้นพองที่เขาทิ้งไว้ ณ ที่ทิ้งขยะ โดยสีมีเหมือนผลตาลสุก โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนตะโพนที่เขากลิ้งทิ้งไว้ แม้เบี้ยของมันเล่า ก็มีสัณฐานเหมือนดอกมะลิตูม เพราะฉะนั้น อุจจาระเด็กและซากสุนัขทั้ง ๒ อย่าง โดยสีและสัณฐานจะไม่เป็นของปฏิกูลก็ได้ แต่โดยกลิ่นเป็นสิ่งปฏิกูลแท้ ฉันใด แม้ผมก็พึงเป็นฉันนั้น โดยสีและสัณฐานจะไม่ปฏิกูลก็ได้ แต่ว่าโดยกลิ่นเป็นสิ่งปฏิกูลแท้แล
อนึ่ง เปรียบเหมือนผักสำหรับแกงที่เกิดในน้ำครำที่ไหลออกจากบ้านบังอยู่ในที่ไม่สะอาด ย่อมเป็นสิ่งน่าเกลียดไม่น่าบริโภคของมนุษย์ชาวเมืองฉันใด แม้ผมทั้งหลายก็ฉันนั้น จัดเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เพราะเกิดด้วยน้ำที่ซึมออกมาแต่ส่วนต่าง ๆ