ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทั้งปวง ดุจกำสายบัวที่มีรากและเหง้าที่ตัดได้ไม่เรียบ ซึ่งคนถอนขึ้นจากน้ำฉะนั้น เพราะฉะนั้น แม้สัณฐานของเหงื่อนั้นก็พึงทราบโดยช่องขุมผมและขนนั้นแล ก็พระโยคีผู้กำหนดเหงื่อ พึงมนสิการเหงื่อตามที่มันขังตั้งเต็มขุมผมและขนนั้นเอง โดยปริจเฉท กำหนดด้วยส่วนของเหงื่อเอง นี้เป็นการกำหนดด้วยส่วนที่เหมือนกันแห่งเหงื่อนั้น ส่วนการกำหนดด้วยส่วนที่ต่างกันก็เช่นเดียวกับผมนั้นแล
คำว่า เมโท แปลว่า มันข้น มันข้นนั้น โดยสี มีสีดั่งขมิ้นที่ถูกฝ่า โดยสัณฐาน สำหรับคนอ้วน มีสัณฐานเหมือนผ้าเก่าเนื้อหยาบ มีสีดั่งมันที่วางไว้ในระหว่างหนังกับเนื้อ สำหรับคนผอมมีสัณฐานดังผ้าเก่าเนื้อหยาบ มีสีดั่งสีขมิ้นที่วางซ้อนกันไว้ ๒-๓ ชั้น แนบติดเนื้อเหล่านี้ คือเนื้อแข้ง เนื้อขาอ่อน เนื้อหลังที่ติดกระดูกสันหลัง เนื้อข้อมท้อง โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒ โดยโอกาส ตั้งแผ่ไปทั่วร่างของคนอ้วนและตั้งติดเนื้อต่าง ๆ เช่นเนื้อแข้งเป็นต้นของคนผอมอยู่ ซึ่งแม้นับว่าเป็นมัน แต่เพราะมันเป็นของน่าเกลียดยิ่งนัก คนทั้งหลายจึงไม่ถือเอามาใช้เป็นน้ำมันทาที่ศีรษะ ไม่ถือเอามาใช้เป็นน้ำมันน้อยอย่างอื่น ๆ มีน้ำมันสำหรับบีบดมูกเป็นต้น โดยปริจเฉท เบื้องต่ำกำหนดด้วยเนื้อ เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง เบื้องขวากำหนดด้วยส่วนของมันเอง นี้เป็นการกำหนดด้วยส่วนที่เหมือนกันแห่งมันข้นนั้น ส่วนการกำหนดด้วยส่วนที่ต่างกันก็เช่นเดียวกับผมนั้นแล
[๒๐๘] คำว่า อสฺสุ ได้แก่ไอปรอท ซึ่งหลั่งออกจากดวงตาทั้งหลาย น้ำตานั้น โดยสี มีสีดั่งสีน้ำมันงาใส โดยสัณฐาน มีสัณฐานตามโอกาส โดยทิศ เกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาส เกิดอยู่ในเบ้าตา น้ำตานั้นไม่ขังอยู่ในเบ้าตาตลอดเวลา ดั่งน้ำดีอยู่ในฝักดี แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเกิดความดีใจ หัวเราะใหญ่ หรือเกิดเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ หรือกลิ่นกินอาหารแสลงเห็นปานนั้นเข้าไป และเมื่อใด ดวงตาของสัตว์เหล่านั้นถูกสิ่งที่ทำให้ผ้าตาไหลมีควันละอองและฝุ่นเป็นต้นกระทบ เมื่อนั้นน้ำตาก็ตั้งขึ้น เพราะความดีใจ ความเสียใจ หรืออาหารธูตที่แสลงเหล่านั้น แล้วเอ่ออยู่เต็มเบ้าตาบ้าง ไหลออกมาบ้าง ก็พระโยคีผู้จะกำหนดน้ำตา ก็พึงกำหนดเอาตาม