ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เลื่อยที่กระทบต้นไม้ เธอไม่ใส่ใจถึงฟันเลื่อยซึ่งชักมาและชักไป แต่จะไม่รู้ฟันเลื่อยซึ่งชักมาชักไปก็หามิได้ ความเพียรก็ปรากฏ และเธอก็ยังความพยายามให้สำเร็จ และบรรลุผลพิเศษอีกด้วยฉันนั้น
บทว่า ปธาน ถามว่าความเพียรเป็นไฉน ? คือ ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมเป็นของควรแก่การงาน นี้ชื่อว่าความเพียร ประโยคเป็นไฉน ? คือ อุปกิเลสทั้งหลาย ภิกษุผู้ปรารภความเพียรละได้ วิตกทั้งหลายย่อมสงบระงับ นี้ชื่อว่าประโยค คุณวิเศษเป็นไฉน ? ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยทั้งหลายสุดสิ้นไป นี้เป็นคุณวิเศษ
ธรรม ๓ อย่างนี้ มิได้เป็นอารมณ์ของจิตดวงเดียว แต่ธรรม ๓ อย่างนี้ จะเป็นสิ่งที่พระโยคาวรจะไม่รู้กหามิได้ วิตกไม่ถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ความเพียรย่อมปรากฏ และพระโยคาวรนั้นย่อมยังความพยายามให้สำเร็จ บรรลุคุณวิเศษได้ ด้วยประการฉะนี้
อานาปานสติกับภิกษุใดบำเพ็ญด้วยดีเต็มที่แล้วสั่งสมแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นจากหมอก ฉายแสงอยู่ฉะนั้นแล
นี้เป็นอุปมาด้วยเลื่อย ก็ในที่นี้พระโยคาวรนั้นเพียงแต่มนสิการด้วยอำนาจลมที่ผ่านมาและผ่านไป พึงทราบว่าประโยชน์
[๒๒๘] สำหรับบางท่าน เมื่อมนสิการกัมมัฏฐานนี้ นิมิตย่อมเกิด และรูปนากล่าวคือ อัปปนาอันประดับด้วยองค์ฌานที่เหลือจะสำเร็จโดยไม่ช้าเลย แต่สำหรับบางท่าน เมื่อความกระวนกระวายสงบระงับลง ด้วยอำนาจความดับไปแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับ จำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกายทั้งจิตย่อมเป็นสภาพเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ เมื่อผู้มีกายกระสับกระส่ายนั่งบนเตียงหรือดังค์ก็ตาม เตียงตั่งย่อมโยก ย่อมลั่น เครื่องลาดย่อมยับ แต่เมื่อคนมีกายไม่กระสับกระส่ายนั่งเตียงก็ไม่โยกไม่ลั่นเลยเครื่องลาดก็ไม่ยับ