ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เตียงตั่งเป็นดังว่ายด้วยนุ่น เพราะเหตุไร ? เพราะกายที่ไม่กระสับกระส่ายย่อมเบา ฉันใด เมื่อความกระสับกระส่ายทางกายสงบระงับลง ด้วยอำนาจความดับไปแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับ จำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกายทั้งจิตย่อมเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบดับไปแล้ว จิตของพระโยคาวรนั้นก็ยังมีนิมิตแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่ละเอียดเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปก็ยังมีนิมิตลมปัสสาสะอัสสาสะที่ละเอียดกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เป็นอย่างไร ? บัณฑิตพึงทราบโดยนัยว่า เป็นเหมือนบุรุษเคาะกังสดาลด้วยชีโลหะใหญ่ เสียงดังพึงเกิดขึ้นโดยการตีครั้งเดียว จิตของเขาพึงมีเสียงหยาบเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังจากนั้นจิตของเธอก็มีนิมิตแห่งเสียงที่ละเอียดเป็นอารมณ์ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปของเธอก็ยังมีนิมิตแห่งเสียงละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ฉะนั้น สมจริงดังคำที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า เมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว แม้ฉันใด ดังนี้เป็นต้น ความพิสดารบัณฑิตพึงกล่าวตามนัยปฏิสัมภิทามัคค์เถิด
[๒๒๙] จริงอยู่ กัมมัฏฐานนี้ทำเป็นอย่างกัมมัฏฐานอื่น ๆ ซึ่งปรากฏชัดยิ่ง ๆ ขึ้นไปไม่ ส่วนกัมมัฏฐานนี้เมื่อเจริญสูง ๆ ยิ่งขึ้นไป ก็ถึงเพียงความละเอียด แต่ไม่ถึงความปรากฏ แต่เมื่อกัมมัฏฐานนั้นไม่ปรากฏอย่างนั้น ภิกษุนั้นก็อย่าพึงลุกจากที่นั่งสลัดท่อนหนังไปเสีย ถามว่า พึงทำอย่างไร ? แก้ว่า อย่าสุกไปด้วยคิดว่าเราจักถามท่านอาจารย์หรือด้วยเข้าใจว่า บัดนี้กัมมัฏฐานของเราเสื่อมเสียแล้ว เพราะเมื่อทำอิริยาบถให้กำเริบไป กัมมัฏฐานก็จะกลายเป็นของใหม่ ๆ ไปเท่านั้น เพราะเหตุนั้น เธอนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละพึงฟัง (ลม) มาจากถิ่นที่เกิด