ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในข้อนั้นมีอุบายเครื่องนำ (ลมคืน) ดังต่อไปนี้ ภิกษุนั้นรู้ภาวะคือความไม่ปรากฏแห่งพระกัมมัฏฐานแล้ว พึงพิจารณาดูดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าลมหายใจออกเข้านี้ มีอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ไหน มีแก่ใคร หรือไม่มีแก่ใคร ? ครั้นเมื่อเธอพิจารณาอย่างนั้น ก็จะทราบได้ว่า ลมหายใจออกเข้านี้ไม่มีอยู่ายในท้องของมารดา ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่ดำลงในน้ำ ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่สลบ ๑ แก่คนตาย ๑ ผู้เข้าจตุตถฌาน ๑ ผู้ประกอบด้วยรูปภพและอรูปภพ ๑ ผู้เข้านิโรธ ๑ ฉะนี้แล้ว พึงตักเตือนตนด้วยตนเองดังนี้ว่า นี่แน่ะ พ่อนันทิต ตัวเจ้ามิใช่ผู้อยู่ในท้องของมารดา มิใช่ผู้ดำลงในน้ำ มิใช่ผู้สลบ มิใช่ผู้ตายแล้ว มิใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน มิใช่ผู้ประกอบด้วยรูปภพอรูปภพ มิใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ ลมหายใจออกเข้าของเจ้ามีอยู่แท้ แต่เจ้าไม่อาจกำหนดได้เพราะภาวะที่เจ้ามีปัญญาอ่อน ลำดับนั้นเธอพึงวางจิตไว้ตามที่ลมกระทบโดยปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ก็ลมหายใจออกเข้าเหล่านี้ สำหรับคนจมูกยาวกระทบกระพุ้งจมูกเป็นไป สำหรับคนจมูกสั้นกระทบริมฝีปากบนเป็นไป เพราะฉะนั้น เธอพึงตั้งนิมิตไว้ว่า ลมกระทบที่ตรงนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ.
[๒๓๐] จริงอยู่ กัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมสำเร็จแก่คนผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นก็จริง แต่ว่ากัมมัฏฐานอื่นจากนี้ เมื่อภิกษุมนสิการไป ๆ ย่อมปรากฏ ส่วนอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้หนัก การภาวนาก็หนัก เป็นภูมิแห่งมนสิการแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธบุตรทั้งหลายผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้น ไม่ใช่การปิดหน่อย และไม่ใช่การที่สัตว์เล็กน้อยจะซ่องเสพได้ มนสิการไปด้วยประการใด ๆ ก็ย่อมสงบและสุขุมไปด้วยประการนั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ในกัมมัฏฐานข้อนี้ จำต้องปรารภทั้งสติและปัญญาอันกล้าแข็ง เหมือนในเวลาชุนผ้าเนื้อเกลี้ยง แม้เข็มก็ต้องใช้เข็มเล็ก ยิ่งด้ายร้อยห่วงเข็มยิ่งต้องใช้เล็กกว่านั้น ฉันใด ในเวลาเจริญกัมมัฏฐานนี้อันเป็นเช่นผ้าเนื้อเกลี้ยง ก็จำต้องปรารภทั้งสติที่เปรียบด้วยเข็ม ทั้งปัญญาอันสัมปยุตด้วยสติเปรียบด้วยด้ายร้อยห่วงเข็มอันกล้าแข็ง ฉันนั้นเหมือนกัน.