visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 467 | >>

ก็แล ภิกษุผู้ประกอบด้วยสติปัญญานั้น ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ลมกระทบตามปกติ เหมือนชาวนาไถนาแล้วปล่อยโคพลิพัททำให้บ่ายหน้าไปสู่ที่หากินแล้ว พึงนั่งพักอยู่ในร่ม ครั้นแล้วโคพลิพัทเหล่านั้นของเขาก็เข้าดงไปโดยเร็ว ชาวนาผู้ฉลาดใคร่จะจับมันมาเทียมแอก จะไม่ติดตามรอยเท้าโคเหล่านั้นเที่ยวดั้นดง โดยที่แท้เขาจะถือเชือกและปฏักตรงไปยังท่าที่โคเหล่านั้นลงไปทีเดียว นั่งหรือ นอนอยู่ ต่อถนนเขาเห็นฝูงโคเหล่านั้น ที่มันเที่ยวตอนกลางวันแล้วลงสู่ท่าน้ำ แช่และดื่มน้ำแล้วขึ้นมายืนอยู่ จึงผูกด้วยเชือกแทงด้วยปฏัก จูงมาเทียมแอกทำงานอีกฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ที่ลมกระทบตามปกติ แต่พึงถือเชือกคือสติและปฏักคือปัญญา ตั้งจิตไว้ ณ ที่ที่ลมกระทบตามปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยว่า เมื่อเธอมนสิการไปอย่างนี้ ลมเหล่านั้นปรากฏไม่นานเลย ดุจโคทั้งหลายปรากฏที่ท่าลงน้ำฉะนั้น เธอพึงผูกไว้ด้วยเชือกคือสติ เทียมไว้ที่ตรงนั้นแหละ แทงด้วยปฏักคือปัญญา ประกอบด้วยกัมมัฏฐานไว้บ่อย ๆ.

นิมิตปรากฏต่าง ๆ กัน

[๒๓๑] เมื่อเธอหมั่นประกอบอยู่อย่างนั้น ไม่ช้านิมิตย่อมปรากฏ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็แล อาจารย์ทั้งปวงหามีนิมิตนั้นเสมือนเป็นอันเดียวกันไม่ สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนปุยนุ่นก็มี เหมือนปุยฝ้ายก็มี เหมือนสายลมก็มี ที่ยังสุขสัมผัสให้เกิด.

แต่วินิจฉัยในอรรถกถาทั้งหลายมีดังนี้ ก็นิมิตนี้สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนดวงดาว เหมือนเม็ดมณี และเหมือนเม็ดไข่มุกดาก็มี บางท่านปรากฏเป็นสิ่งมีสัมผัสหยาบเหมือนเม็ดฝ้าย และเหมือนเสี้ยนไม้แก่นก็มี บางท่านเหมือนสายสังวาลยาว เหมือนพวงดอกไม้ และเหมือนเปลวควันก็มี บางท่านเหมือนใยแมงมุมที่ขึงแล้ว เหมือนกลีบเมฆ เหมือนดอกประทุม เหมือนล้อรถ เหมือนวงพระจันทร์ และเหมือนวงพระอาทิตย์ก็มี ก็แล กัมมัฏฐานนี้นั้นก็อย่างเดียวกันนั่นแล ย่อมปรากฏต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่พระโยคาวจรมีสัญญาต่าง ๆ กัน เปรียบเหมือนเมื่อภิกษุมากรูปนั่งสาธยายพระสูตรกันอยู่ เมื่อรูปหนึ่งถามขึ้นว่า สูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเป็นเช่นไร

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka