ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ขันธ์ ๒ มีเวทนาขันธ์ เป็นต้น ก็ในบรรดาบททั้ง ๒ นี้ บทว่า “สุขปฏิสเวที” ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเพื่อแสดงภูมิแห่งวิปัสสนาว่า สุขในบทว่า สุข นี้มี ๒ อย่าง คือสุขทางกาย ๑ สุขทางจิต ๑ บทว่า “ปฏิสํเวทยี จิตตสังขารํ” ความว่า ระงับคือดับจิตสังขารที่หยาบ ๆ แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความดับจิตสังขารนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกายสังขารนั่นแล อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า “ปีติ” ท่านกล่าวถึงเวทนาโดยยกเวทนาขึ้นเป็นประธาน ในบทว่า “สุข” ท่านกล่าวเวทนาโดยสรุปนั่นเอง ในบทว่า “จิตตสังขารํ” ทั้ง ๒ บท พึงทราบว่าท่านกล่าวเวทนาที่สัมปยุตด้วยสัญญา เพราะพระบาลีว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรมเหล่านั้นนับเนื่องกับจิต จัดเป็นจิตสังขาร ดังนี้แล.
บัณฑิตพึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้.
[๒๓๕] แม้ในจตุกกะที่ ๓ พึงทราบภาวะที่ภิกษุกำหนดรู้จิต ด้วยอำนาจฌาน ๔ บทว่า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ความว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิง ให้ปลื้ม ให้ร่าเริง ให้เบิกบาน หายใจออก หายใจเข้า.
ในบทเหล่านั้น การบันเทิงย่อมมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยอำนาจสมาธิ ๑ ด้วยวิปัสสนา ๑ ถามว่า บันเทิงด้วยสมาธิอย่างไร ? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน ๒ มีปีติ เธอยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มด้วยปีติอันสัมปยุตด้วยธรรมในขณะเข้าฌาน บันเทิงด้วยวิปัสสนาอย่างไร ? คือภิกษุครั้นเข้าฌาน ๒ อันมีปีติ ออกแล้วพิจารณาปีติอันสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปเสื่อมไป เธอทำปีติอันสัมปยุตด้วยฌานให้เป็นอารมณ์ ยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มอยู่ในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้.
ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักยังจิตให้บันเทิงยิ่ง หายใจออกหายใจเข้า