ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บทว่า สมาหิตํ จิตฺตํ ความว่า ดำรงจิตให้เสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์ ด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้น ก็หรือว่า เมื่อเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้ว พิจารณาจิตอันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไปอยู่ “ขณิกจิตเตกัคคตา” ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ตั้งอยู่ชั่วขณะ ย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้งลักษณะไตรลักษณ์ในขณะแห่งวิปัสสนา ภิกษุดำรงจิตให้เสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์แม้ด้วยอำนาจขณิกจิตเตกัคคตาอันเกิดขึ้นอย่างนั้น ท่านเรียกว่าสำเหนียกว่าเราจักยังจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้า.
บทว่า วิโมทยํ จิตฺตํ ความว่าภิกษุปลดเปลื้องจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน ปลดเปลื้องจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากปีติด้วยตติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากสุขทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ก็หรือว่า ภิกษุเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้วพิจารณาจิตที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปและเสื่อมไปในขณะแห่งวิปัสสนา เธอปลดเปลื้องจิตจากนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ปลดเปลื้องจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา จากนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากอาทานด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา หายใจออก หายใจเข้า เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า.
พึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยเป็นจิตตานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้.
[๒๓๖] ส่วนในจตุกกะที่ ๔ ในบทว่า อนิจจานุปัสสี นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อันดับแรกพึงทราบอนิจจะ พึงทราบอนิจจตา พึงทราบอนิจจานุปัสสนา พึงทราบอนิจจานุปัสสี ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจํ ได้แก่ขันธ์ ๕ เพราะเหตุไร ? เพราะขันธ์ ๕ เหล่านั้น มีความเกิดขึ้น ดับไป และกลายเป็นอย่างอื่นเป็นสภาวะ บทว่า “อนิจจตา” ได้แก่ภาวะที่ขันธ์ ๕ เหล่านั้นนั่นแหละ มีความเกิดขึ้นแล้วดับไป และกลายเป็นอย่างอื่น หรือมีแล้วกลับไม่มี อธิบายว่า ขันธ์ ๕ เหล่านั้นบังเกิด