ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แล้วไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่นแหละ แล้วแตกไปโดยความดับไปชั่วขณะ บทว่า “อนิจจานุปัสสนา” ได้แก่ ตามเห็นว่าไม่เที่ยงในขันธ์ ๕ มีรูป เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสภาวะไม่เที่ยงนั้น บทว่า “อนิจจานุปัสสี” ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นหายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นในรูปนามนี้ว่าไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า.
พึงทราบจตุกกะที่ ๔ นี้ด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา.
ก็ วิราคะ ในบทว่า วิราคานุปัสสี นี้มี ๒ อย่างคือ ขยวิราคะ ๑ อัจจันตวิราคะ ๑ ในวิราคะ ๒ อย่างนั้น คำว่า ขยวิราคะ ได้แก่ความดับไปทุกขณะแห่งสังขารทั้งหลาย คำว่า อัจจันตวิราคะ ได้แก่พระนิพพาน คำว่า วิราคานุปัสสนา ได้แก่ วิปัสสนาและมรรค อันเป็นไปด้วยอำนาจวิสัชนา ๒ นั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา ๒ อย่างนั้น หายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า สำเหนียกว่าเราจักตามเห็นวิราคะหายใจออกหายใจเข้า แม้ในบทว่า นิโรธานุปัสสี ก็พึงนี้เหมือนกัน.
คำว่า ปฏินิสสัคคา แม้ในบทว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี นี้มี ๒ อย่างคือ ปริจจาคปฏินิสสัคค ๑ ปกขนทนปฏินิสสัคค ๑ อนุปัสสนาคือปฏินิสสัคคะ ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คำนั้นเป็นชื่อของวิปัสสนาและมรรค.
จริงอยู่ วิปัสสนา ท่านเรียกว่า ปริจจาคปฏินิสสัคค เพราะสละซึ่งกิเลสทั้งหลาย พร้อมด้วยขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจตทังคปหาน และท่านเรียกว่า ปกขนทนปฏินิสสัคค เพราะแล่นไปในพระนิพพานอันผิดตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น โดยภาวะเป็นที่น้อมไปในพระนิพพานนั้น โดยเห็นโทษในสังขตธรรม