ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนมรรคท่านเรียกว่า ปริจจาคปฏินิสสัคค เพราะสละซึ่งกิเลสทั้งหลาย พร้อมด้วยขันธาภิสังขารด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และท่านเรียกว่า ปกขนทนปฏินิสสัคค เพราะแล่นไปในพระนิพพานโดยทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ ดังนี้ ก็วิปัสสนาญาณและมรรคญาณทั้ง ๒ ท่านเรียกว่า อนุปัสสนา เพราะตามเห็นญาณก่อน ๆ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนาทั้ง ๒ อย่างนั้น หายใจออกและหายใจเข้าอยู่ พึงทราบว่า ชื่อว่าสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นการสละคือหายใจออกหายใจเข้า.
จตุกกะที่ ๔ นี้ ตรัสโดยวิปัสสนาล้วน ส่วน ๓ จตุกกะข้างต้น ตรัสโดยเป็นสมถะและวิปัสสนา.
บัณฑิตพึงทราบการเจริญอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ โดยจตุกกะ อย่างละ ๔ หมวด ด้วยประการฉะนี้ และอานาปานสตินี้ โดยว่าตามวัตถุ ๑๖ อย่าง ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ด้วยประการฉะนี้.
[๒๓๗] ในอานิสงส์แห่งอานาปานสตินั้น พึงทราบอานาปานสตินั้นว่ามีอานิสงส์มากแม้ด้วยสามารถเป็นภาวะสงบเป็นต้น โดยพระพุทธพจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมสงบและประณีต ดังนี้เป็นต้นบ้าง โดยความเป็นธรรมสามารถในอันตัดขาดซึ่งวิตกบ้าง จริงอยู่ อานาปานสติสมาธินี้เพราะเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและอยู่เป็นสุข จึงตัดความวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้แห่งจิต ด้วยอำนาจจิตทั้งหลายอันเป็นตัวทำอันตรายแก่สมาธิเสียได้ แล้วทำจิตให้มุ่งหน้าต่ออารมณ์คือลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อานาปานสติ ภิกษุพึงบำเพ็ญเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้