ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก บัณฑิตพึงทราบแม้โดยความเป็นมูลแห่งการทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุอบรมแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก พึงทราบแม้โดยการกระทำความรู้ ลมหายใจออกลมหายใจเข้าครั้งสุดท้ายให้ปรากฏชัด สมจริงดังพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ราหุล เมื่ออานาปานสติอันภิกษุทำให้เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าอันเป็นครั้งสุดท้าย อันภิกษุทราบก่อนแล้วจึงดับไป ยังไม่ทราบชัดหาดับไปไม่ ดังนี้.
[๒๓๘] ในลมเหล่านั้นเมื่อว่าโดยการดับ ลมหายใจออกเข้าที่เป็นครั้งสุดท้ายมีอยู่ ๓ คือ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจภพ ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจฌาน ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจจุติ ๑ ก็ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในกามภพ หาเป็นไปในรูปภพและอรูปภพไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายแห่งภพ ในบรรดาฌาน ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในฌาน ๓ ข้างต้น หาเป็นไปในฌานที่ ๔ ไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายด้วยอำนาจฌาน ส่วนลมหายใจออกลมหายใจเข้าเหล่าใดเกิดขึ้นพร้อมกับจุติจิตขณะที่ ๑๖ ข้างหน้าแต่จุติจิตแล้วดับพร้อมกับจุติจิต ลมเหล่านั้นชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิต ลมซึ่งมีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิตนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพระประสงค์เอาว่า เป็นครั้งสุดท้ายในพระสูตรนี้.
เล่ากันมาว่า เพราะภาวะที่ภิกษุผู้หมั่นประกอบกัมมัฏฐานนี้ กำหนดอารมณ์แห่งลมหายใจออกเข้าด้วยดี แม้ความเกิดขึ้นแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏแก่เธอผู้รำพึง