ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๒๓๙] ส่วนพระโยคาวจรภิกษุผู้ประสงค์จะเจริญอุปสมานุสสติ ซึ่งท่านยกขึ้นแสดงไว้ในลำดับแห่งอานาปานสติ พึงไปอยู่ในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงระลึกถึงคุณพระนิพพาน กล่าวคือธรรมที่เข้าไปสงบทุกข์ทั้งปวง โดยนัยพระบาลีอย่างนี้ว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นสังขตะก็ดี เป็นอสังขตะก็ดี มีประมาณเพียงใด วิราคธรรมเรากล่าวว่า เป็นเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น วิราคธรรมนี้คืออะไร ? วิราคธรรมนี้คือ ธรรมเป็นที่สร่างเมา เป็นที่กำจัดความกระหาย เป็นที่ถอนอาลัย เป็นที่ตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา คือพระนิพพาน
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา แปลว่า มีประมาณเท่าใด บทว่า ธมฺมา ได้แก่ สภาวธรรมทั้งหลาย บทว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา ความว่า ธรรมทั้งหลายอันปัจจัยทั้งหลายมารวมประชุมกันแต่งขึ้นก็ดี ไม่ได้แต่งขึ้นก็ดี บทว่า วิราโค เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า วิราคธรรมเรากล่าวว่าเลิศ คือ กล่าวว่าประเสริฐสูงสุดกว่าสังขตธรรมและอสังขตธรรมเหล่านั้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิราโค ความว่า ไม่ใช่ประสงค์เอาเพียงความไม่มีราคะเท่านั้นโดยที่แท้ก็ประสงค์เอาธรรมเป็นที่สร่างเมา ฯลฯ เป็นที่ออกจากเครื่องร้อยรัด ฉะนั้น อสังขตธรรมที่ได้นามว่าธรรมเป็นที่สร่างเมาเป็นต้นจึงเรียกว่าวิราคะ.
จริงอยู่ วิราคธรรมนั้น ท่านเรียกว่าธรรมเป็นที่สร่างเมา เพราะความเมาทั้งปวงมีความเมาด้วยอำนาจมานะและความเมาในความเป็นบุรุษเป็นต้น มาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมสร่างเมาคือหายเมา และเรียกว่าธรรมเป็นที่กำจัดความกระหาย เพราะความกระหายทั้งปวงมาถึงวิราคธรรมนั้นแล้วย่อมถึงความกำจัดออก