ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็โวหารที่เรียกว่า สัตว์ นี้ใช้เรียกแพร่หลายไป แม้ในบุคคลที่ไม่มีความกำหนัดแล้วด้วย ทั้งนี้ด้วยศัพท์ที่ลามเลยไป เช่นเดียวกับโวหารที่เรียกว่าพัดก้านตาล ใช้เรียกแพร่ลามไปแม้ในพัดที่ต่างออกไปซึ่งทำด้วยตอกด้วย ฉะนั้น อนึ่ง พวกอาจารย์ผู้สนใจเพียงตัวอักษรลงมติเอาว่า คำว่า สัตว์ นี้เป็นเพียงสักว่าชื่อเท่านั้นไม่ต้องพิจารณ์ถึงความหมาย ฝ่ายพวกอาจารย์ผู้พิจารณ์ถึงความหมายก็ลงมติเอาว่า ที่ชื่อว่า สัตว์ เพราะประกอบด้วยความรู้บ้าง เพราะประกอบด้วยความเกล้ากล้าบ้าง เพราะประกอบด้วยเดชอำนาจบ้าง
คำว่า ปาณะ มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปานนฺตาย ปานา สัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่า ปาณะ เพราะเป็นผู้มีลมหายใจ อธิบายว่าเพราะเป็นผู้มีความเป็นไปเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก
คำว่า ภูต มีอรรถวิเคราะห์ว่า กมฺมกิเลสหิ ภูตตฺตา ภูตา สัตว์ทั้งหลายที่ได้ชื่อว่า ภูต เพราะเป็นผู้เกิดมาด้วยกรรมกิเลส อธิบายว่า เพราะเป็นผู้เกิดมาสมบูรณ์ดีแล้วเพราะเป็นผู้บังเกิดปรากฏชัดแล้ว
คำว่า บุคคล มีอรรถวิเคราะห์ว่า ปุณฺณํ อุคฺคตํ นิรเย ตสฺมึ กลนฺติ คจฺฉนฺตีติ = ปุคฺคลา นรกเรียกว่า ปุ สัตว์เหล่าใดย่อมไปตกในนรกนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าบุคคล
คำว่า ผู้มีอัตภาพ อธิบายว่าสรีระร่างกายเรียกว่าอัตภาพ อีกอย่างหนึ่งขันธ์ทั้ง ๕ เรียกว่าอัตภาพ เพราะขันธ์ทั้ง ๕ นั้นเป็นแดนอาศัยให้เกิดสมบัติวิบัติต่าง ๆ ขึ้น สัตว์เหล่าใดนับเนื่องอยู่ในอัตภาพนั้น คือกำหนดดังลงในอัตภาพนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าผู้มีอัตภาพ
แต่อย่างไรก็ดี คำว่าสัตว์เป็นคำกำหนดหมายเอาสัตว์ทุกชนิดไม่มีส่วนเหลือ วินิจฉัย แม้คำที่เหลือมีคำว่าปาณะเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกัน พึงเข้าใจว่าคำทั้งหมดนี้เป็นไวพจน์คือใช้แทนคำว่า สัตว์ทั้งปวง เพราะยกขึ้นมาเรียกว่าปาณะบ้าง ว่าบุคคลบ้าง ด้วยอำนาจเป็นคำที่แพร่ลามไปเหมือนกัน ความจริง แม้คำอื่น ๆ ที่ใช้เป็น
๑ ศัพท์ว่า “สัตว์” เป็นชื่อของความรู้, ความเกล้ากล้า, หรือเดชอำนาจ ผู้ประกอบด้วยความรู้นั้นชื่อว่าสัตว์