ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จักไม่ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แหละ ภิกษุ”
ด้วยพระพุทธโอวาทนี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงมูลสมาธิคือจิตแรกมีอารมณ์เดียว ด้วยอำนาจอารมณ์กัมมัฏฐานที่เกิดขึ้นในตน โปรดภิกษุรูปนั้น
ลำดับนั้น เมื่อจะทรงกระตุ้นเตือนภิกษุรูปนั้นว่า เธออย่าพึงได้พอใจด้วยผลการปฏิบัติเพียงเท่านี้ จงเพียรทำมูลสมาธินั้นให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนี้ พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงภาวนาวิธี ด้วยสามารถแห่งเมตตากัมมัฏฐานโปรดภิกษุรูปนั้น ความว่า:-
“ในกาลใดแล ภิกษุ! เธอห้ามจิตมิให้แลบออกไปรับอารมณ์ภายนอก ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอารมณ์กัมมัฏฐานภายใน อนึ่ง อกุศลธรรมอันลามกมีกามฉันทะเป็นต้นที่ข่มไว้ไม่อยู่ เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ครอบงำจิตของเธอตั้งอยู่
ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ เราจักทำเมตตาเจโตวิมุตติให้เกิดขึ้น จักทำให้มาก ๆ จักทำให้เป็นดุจยานที่เตรียมพร้อมแล้ว จักทำให้เป็นดุจฐานที่แน่นหนาแล้ว จักทำให้มั่นคงแล้ว จงสั่งสมด้วยวสี ๕ ด้วยดี จักปรากฏด้วยดีแล้ว เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แลภิกษุ”
ครั้นแล้วได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดต่ออีกความว่า:-
“ในกาลใดแล ภิกษุ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละภิกษุ เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีวิตกมีแต่วิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันมีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธิ”