ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สมาธินี้อันไม่มีปีติให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับสุขเวทนาให้เกิดขึ้น, เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้อันประกอบกับอุเบกขาเวทนาให้เกิดขึ้น”
นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายของพระพุทธวจนะที่แสดงมาแล้วนี้ ดังนี้
“ภิกษุ ในกาลใด มูลสมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งเมตตาภาวนาอย่างนี้ ในกาลนั้นเธออย่าได้ถึงความพอใจด้วยผลแห่งการปฏิบัติเพียงเท่านั้น เธอพึงเจริญมูลสมาธินี้โดยนัยว่า อันมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารเป็นต้นให้เกิดขึ้น ทำให้บรรลุถึงฌาน ๔ และฌานแม้ในอารมณ์กัมมัฏฐานอื่น ๆ มีปฐวีกสิณเป็นต้น”
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีเมตตาเป็นประธานดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีพรหมวิหารที่เหลือมีกรุณาเป็นต้น เป็นประธาน แก่ภิกษุรูปนั้นว่า “เธอจงทำการภาวนาด้วยสามารถแห่งฌาน ๔ และฌาน ๕ ในอารมณ์อื่น ๆ ต่อไป” จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนามีอาทิว่า
“ในกาลใดแล ภิกษุ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละ ภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักทำกรุณาเจโตวิมุตติให้เกิดขึ้น”
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงภาวนาวิธี อันมีพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้น เป็นประธาน ด้วยความสามารถแห่งฌาน ๔ และฌาน ๕ ฉะนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงภาวนาวิธีอันมีกายานุปัสสนาเป็นต้น เป็นประธานโปรดภิกษุรูปนั้นต่อไป จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนามีอาทิว่า:-
“ในกาลใดแล ภิกษุ! สมาธินี้อันเธอทำให้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้มาก ๆ แล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละ ภิกษุ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักพิจารณาให้เห็นกายที่กาอยู่”