ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ทรงยังพระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยยอดธรรมคือพระอรหัต ความว่า :-
“ในกาลใดแล ภิกษุ! สมาธินี้อันเธอได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ได้ทำให้เกิดขึ้นดีแล้วอย่างนี้ ในกาลนั้นแหละ ภิกษุ เธอจักเดินไปโดยทางไหน ๆ ก็ตาม เธอจักเดินไปอย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักยืนอยู่ ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักยืนอยู่อย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักนั่งอยู่ ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักนั่งอยู่อย่างผาสุกจริง ๆ เธอจักนอน ณ ที่ไหน ๆ ก็ตาม เธอจักนอนอยู่อย่างผาสุกจริง ๆ”
ด้วยเหตุดังที่ได้แถลงมานี้ จึงเป็นอันยุติได้ว่าอัปปมัญญา ๓ ประการข้างต้น มีเมตตาเป็นอาทินั้น เป็นเหตุให้สำเร็จฌาน ๓ โดยจตุกกนัย และฌาน ๔ โดยปัญจกนัยเพียงแค่นั้น ส่วนอุเบกขาประการสุดท้าย เป็นเหตุให้สำเร็จฌานที่เหลือสุดท้ายเพียงฌานเดียว คือ จตุตถฌาน หรือปัญจมฌานแล้วแต่กรณี ฉะนี้แล
แม้ในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก เช่นจิตตุปบาทกัณฑ์ในธรรมสังคณีปกรณ์และอัปปมัญญาวิภังคในวิภังคปกรณ์ พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงจำแนกอัปปมัญญา ๔ ประการไว้ เหมือนอย่างเดียวกันนี้นั่นเทียว
[๒๗๓] อัปปมัญญา ๔ ประการนี้ แม้จะได้ดำรงสภาพอยู่เป็น ๒ ส่วน ด้วยอำนาจให้สำเร็จฌาน ๓ หรือฌาน ๔ อย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจที่ให้สำเร็จฌานสุดท้ายฌานเดียวอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะดังแสดงมาแล้วนั้นก็ตาม แต่ก็ยังมีอานุภาพพิเศษซึ่งไม่เหมือนกันแต่ละประการ ๆ ด้วยอำนาจที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้น อันนักศึกษาาจะพึงศึกษาให้เข้าใจต่อไปดังนี้