visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 591 | >>

วิธีเพิกกสิณ

พระโยคีนั้นเห็นโทษในจตุตถฌานนั้นอย่างนี้แล้ว คลายความนิยม ใฝ่ใจอากาสานัญจายตนฌานโดยเป็นฌานที่สงบ ไม่มีที่สุด ย่อมแผ่กสิณไปสุดรอบจักรวาลหรือเท่าที่ตนปรารถนา ใฝ่ใจโอกาสที่กสิณนั้นถูกต้องว่า “อากาโส” หรือว่า “อนนฺโต อากาโส” ดังนี้ ย่อมเพิกกสิณได้ ก็มิใช่จะเพิกกสิณ มิใช่เหมือนเลิกเสื่อลำแพน หรือเหมือนแซะขนมจากถาด คือไม่นึกไม่ใส่ใจ ไม่พิจารณากสิณนั้นเลย ก็มิใช่ไม่ได้นึก ไม่พิจารณา โดยที่แท้ใฝ่ใจอยู่เฉพาะโอกาสที่กสิณรูปนั้นถูกต้องว่า “อากาโส อากาโส” ดังนี้ชื่อว่าเพิกกสิณได้ แม้กสิณที่พระโยคีเพิกอยู่ ก็มิใช่ว่าจะผุดขึ้นได้ มิใช่ว่าจะหมุนเวียนอยู่ได้ เพียงแต่อาศัยการไม่ใฝ่ใจและการใฝ่ใจว่า อากาโส อากาโส ของพระโยคีนี้อย่างเดียว กสิณย่อมได้ชื่อว่าถูกพระโยคีเพิกขึ้นแล้ว เหตุดังว่าอากาศเพิกกสิณย่อมปรากฏ อันคำว่า อากาศเพิกกสิณก็ดี อากาศที่กสิณถูกต้องก็ดี อากาศที่ว่างกสิณก็ดี ทั้งหมดนี้มีเนื้อความเป็นอันเดียวกันนั่นแล

พระโยคีนั้นนึกถึงอากาสานัญจายตนฌานอันมีอากาศที่เพิกกสิณเป็นนิมิตนั้นอยู่บ่อย ๆ ว่า อากาโส อากาโส ย่อมทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอันความตรึกและวิตกคร่ำมาได้ เมื่อพระโยคีนั้นนึกอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอันความตรึกและวิตกคร่ำมาแล้ว นิวรณ์ทั้งหลายย่อมระงับไป สติย่อมดำรงอยู่ด้วยดี จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารฌาน เธอจึงหมั่นบำเพ็ญเจริญและเพิ่มพูน นิมิตนั้นบ่อย ๆ เมื่อเธอหมั่นนึกใฝ่ใจบ่อย ๆ อยู่อย่างนี้ จิตที่ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานในความว่างย่อมแนบแน่น เหมือนรูปาวจรจิตในปฐวีกสิณเป็นต้น ด้วยว่าชวนจิตทั้ง ๓ ดวง หรือ ๔ ดวงเบื้องต้น แม้ในฌานนี้ เป็นกามาวจรสัมปยุตด้วยอุเบกขาเวทนาเท่านั้น ส่วนชวนจิตดวงที่ ๔ หรือดวงที่ ๕ เป็นอรูปาวจร คำที่เหลือมีนัยเหมือนกับที่กล่าวในปฐวีกสิณ

แต่ที่แปลกกันดังนี้ คือ เมื่ออรูปาวจรจิตเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นเพ่งมณฑลกสิณนัยก่อนด้วยจักษุที่ประกอบด้วยฌานอยู่ ย่อมเพ่งอยู่เฉพาะอากาศเท่านั้น ในนิมิตนั้นที่ถูกการใฝ่ใจในบริกรรมแม้นี้พรากออกโดยพลันว่า อากาโส อากาโส

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka