ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เปรียบเหมือนคนผูกหน้าผูกปากช่องน้อยแห่งกระพ้อและปากหม้อเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยผ้าเก่าสีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีขาวเป็นต้นสีใดสีหนึ่งแล้ว เมื่อจะเพ่งพึงยืนเพ่งดูเฉพาะอากาศที่ผ้าเก่าถูกกำลังลม หรือปัจจัยอื่นอันใดอันหนึ่งโบกพัด ฉะนั้น
ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ พระโยคีนั้นท่านเรียกว่าเข้าอากาสานัญจายตนฌาน โดยการบริกรรมว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ และเพราะไม่ใฝ่ใจ นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
[๒๗๗] บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โดยประการทั้งปวง คือ โดยอาการทุกอย่าง อธิบายว่า หมดทุกอย่างไม่มีเหลือ คำว่า รูปสัญญาทั้งหลาย ได้แก่ รูปาวจรฌานที่ท่านกล่าวไว้ด้วยหัวข้อว่าสัญญา และอารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น เพราะว่าแม้รูปาวจรฌานท่านก็เรียกว่ารูป ในคำเป็นต้นว่า “คนผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป” แม้อารมณ์แห่งรูปฌานนั้นก็เรียกว่ารูปเหมือนกัน ในคำเป็นต้นว่า “ย่อมเห็นรูปภายนอก ทั้งที่มีผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม” เพราะเหตุนั้นอารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้นจึงเป็นชื่อแห่งรูปาวจรฌานที่กล่าวแล้วด้วยหัวข้อว่าสัญญา อย่างนี้ว่า สัญญาในรูปฌานนี้ ชื่อว่า รูปสัญญา รูปเป็นเครื่องหมายรู้แห่งฌานนี้ เหตุนั้น ฌานนี้ชื่อว่า มีรูปเป็นเครื่องหมายรู้ อธิบายว่า รูปเป็นชื่อแห่งฌานนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า รูปฌานนี้เป็นชื่อแห่งกสิณมีประเภทแห่งปฐวีกสิณเป็นต้น และแห่งอารมณ์ของปฐวีกสิณเป็นต้นนั้น ดังอธิบายฉะนี้ คำว่า เพราะก้าวล่วง คือเพราะคลายกำหนัด และเพราะดับ ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร คือเพราะคลายกำหนัดและเพราะดับ ได้แก่ เพราะการคลายความกำหนัดเป็นเหตุ และเพราะความดับเป็นเหตุแห่งรูปสัญญา คือฌานทั้ง ๑๕ ด้วยอำนาจกุศลจิตวิบากจิตและกิริยาจิตเหล่านี้ และแห่งรูปสัญญา คืออารมณ์ทั้ง ๙ ด้วยอำนาจปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านี้หรือรูปสัญญาโดยไม่มีส่วนเหลือด้วยอาการทั้งปวง พระโยคีจึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนฌานอยู่ได้ เพราะเหตุว่าผู้ที่ยังก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ไม่อาจจะเข้าฌานนี้ได้