ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
และกามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ เหล่านี้ แตกต่างกัน คือมีสภาพแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันและกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานัตตสัญญา เพราะไม่ใฝ่ใจถึง เพราะไม่คำนึงถึง เพราะไม่รำพึงถึง เพราะไม่พิจารณาถึงนานัตตสัญญาเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง มีอธิบายว่า เพราะเหตุที่พระโยคีไม่คำนึง ไม่ใฝ่ใจ ไม่พิจารณา นานัตตสัญญาเหล่านั้น ฉะนั้น
อนึ่ง เพราะในสัญญาเหล่านี้ รูปสัญญาและปฏิฆสัญญาอันเป็นเบื้องต้นไม่มี แม้ในภพที่บังเกิดด้วยฌานนี้เอง จะกล่าวไปไยถึงในเวลาเข้าฌานนี้อยู่ในภพนั้น เหตุนั้นท่านจึงกล่าวความที่สัญญาเหล่านั้น ไม่เป็นแม้โดยประการ ๒ อย่างเท่านั้นไว้ว่า เพราะก้าวล่วง เพราะดับ บรรดานานัตตสัญญาทั้งหลาย ก็เพราะสัญญา ๒๗ ประการเหล่านี้คือ กามาวจรกุศลสัญญา ๘ กิริยาสัญญา ๙ อกุศลสัญญา ๑๐ มีในภพที่บังเกิดด้วยฌานนี้ เหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วว่า เพราะไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้น จริงอยู่ พระโยคีผู้เข้าฌานนี้แม้ในสัญญาเหล่านั้นอยู่ ก็ย่อมเข้าฌานเพราะไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้นเองอยู่ แต่ว่าเมื่อไม่ใฝ่ใจสัญญาเหล่านั้น ก็เป็นผู้ไม่ได้เข้าฌานเลย
ก็ในคำนี้พึงทราบโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ด้วยคำนี้ว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลาย ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรมทุกอย่าง ด้วยคำนี้ว่า เพราะดับปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ใฝ่ใจนานัตตสัญญาทั้งหลาย ท่านกล่าวถึงการละและการไม่ใฝ่ใจจิตและเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งปวง
[๒๘๐] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อากาศไม่มีที่สุดนี้ ดังต่อไปนี้ อากาศนี้ไม่ปรากฏที่สุด คือความเกิดขึ้นหรือที่สุดคือความเสื่อมหายไป เหตุนั้น อากาศนี้จึงชื่อว่าไม่มีที่สุด อากาศที่เพิกกสิณ ท่านเรียกว่าอากาศ อนึ่ง พึงทราบความไม่มีที่สุดในอากาศนี้ แม้ด้วยอำนาจการใฝ่ใจ เพราะเหตุนั้นแล ในวิภังค์ปกรณ์ท่านจึงกล่าวไว้ว่า “พระโยคีตั้งจิตไว้มั่นคือตั้งจิตไว้ด้วยดีในอากาศนั้น แผ่ไปไม่มีที่สุด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอากาศไม่มีที่สุด”
๑ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๖๐๕/๔๑๐