visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 599 | >>

ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ ก็เมื่ออัปปนาจิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนั้นเห็นวิญญาณที่ตนให้เป็นไปในอากาศในกาลก่อน ด้วยจักษุที่สัมปยุตด้วยวิญญาณัญจายตนฌานอยู่ เมื่อวิญญาณนั้นหายไปแล้ว ด้วยการใฝ่ใจบริกรรมว่า “ไม่มี ไม่มี” เป็นต้น ย่อมเห็นความไม่มีคือความปราศไปแห่งวิญญาณนั้นโดยแท้ อยู่ เปรียบเหมือนคนเห็นหมู่ภิกษุประชุมกันที่ศาลาโรงกลมเป็นต้นด้วยกรณียกิจบางอย่างแล้วไปที่ไหน ๆ เสียแล้วจึงกลับมา เมื่อภิกษุทั้งหลายลุกขึ้นแล้วหลีกไป ในเวลาที่เสร็จกิจประชุมกันแล้ว ยืนอยู่ที่ประตู มองดูสถานที่นั้นอยู่ อีก จึงเห็นแต่ความว่างเปล่า เห็นแต่ความว่างเท่านั้น เขาย่อมไม่คิดอย่างนี้ว่า “ภิกษุมีประมาณเท่านี้มรณภาพเสียแล้ว หรือว่าหลีกไปยังที่ต่าง ๆ เสียแล้ว” โดยที่แท้ เขาย่อมเห็นแต่ความไม่มีว่าที่ว่างเปล่าเงียบสงัดฉะนั้น

ก็ด้วยอาการเพียงเท่านี้ ท่านย่อมกล่าวว่า “พระโยคีนั้นก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่า ไม่มีอะไรเลยอยู่” ดังนี้

[๒๘๔] คำว่า โดยประการทั้งปวงนี้ แม้ในอธิการนี้ มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วแล อนึ่ง แม้ในคำที่ว่า วิญญาณัญจายตนะนี้ ฌานก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในครั้งก่อนนั้นแหละ จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็ชื่อว่าวิญญาณัญจะตามนัยก่อนนั้นเอง และอารมณ์นั้นก็ชื่อว่าเป็นอายตนะ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่น เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๒ เหมือนที่ท่านนักเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ เพราะเหตุนั้น อารมณ์นั้นจึงชื่อว่าวิญญาณัญจายตนะ อนึ่ง วิญญาณัญจะนั้นด้วย ชื่อว่าเป็นอายตนะด้วย ด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งฌานนั้นแล เหมือนคำว่า “แคว้นกัมโพชา เป็นถิ่นเกิดแห่งม้าทั้งหลาย” แม้เพราะเหตุนั้น ฌานนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ เพราะเหตุที่พระโยคีก้าวล่วงเลยสภาวะแม้ทั้ง ๒ นี้ คือ ฌาน ๑ อารมณ์ ๑ ด้วยการกระทำไม่ให้เป็นไป และด้วยการไม่ใฝ่ใจ ดังว่ามานี้ แล้วพึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนฌานนี้อยู่ เหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านรวมคุณชาติแม้ทั้ง ๒ นี้ไว้ เป็นหมวดเดียวกัน แล้วกล่าวคำนี้ไว้ว่า ล่วงพ้นวิญญาณัญจายตนฌาน ดังนี้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka