ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ถามว่า - ข้อนั้นเพราะเหตุอันใด ?
ตอบว่า - เพราะสิริราชสมบัติมีความไพบูลย์มากกว่า พระองค์จึงเสด็จเลยเหล่าช่างไปเสีย ฉันใด พระโยคีนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ใฝ่ใจสมาบัตินั้นโดยเป็นธรรมที่สงบ แม้ก็จริง ที่แท้เธอมิได้มีความผูกพัน มิได้นึกถึง มิได้ใฝ่ใจถึงเลยว่า “เราจักคำนึงถึง จักเข้า จักอภิฐาน จักออก จักพิจารณาสมาบัตินั้น” ดังนี้ พระโยคีนั้นใฝ่ใจอรูปสมาบัติที่ ๓ นั้น โดยเป็นธรรมอันสงบอยู่ ย่อมบรรลุสัญญาที่ถึงอัปปนาอันสุขุมอย่างยิ่งนั้น โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้ว ณ เบื้องต้น ซึ่งได้นามว่า เนวสัญญีนาสัญญี ท่านเรียกว่า ย่อมเจริญสมาบัติมีสังขารที่เหลือเป็นอารมณ์ คำว่าสมาบัติที่มีสังขาร ที่เหลือเป็นอารมณ์ ได้แก่รูปสมาบัติที่ ๔ ซึ่งมีสังขารที่ถึงภาวะอันสุขุมอย่างยอดเยี่ยม
[๒๘๗] บัดนี้ เพื่อจะแสดงเนื้อความแห่งคำที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า เนวสัญญีนาสัญญายตนะด้วยสามารถสัญญาที่พระโยคีบรรลุ ดังที่ได้พรรณนามา ท่านจึงกล่าวไว้ว่า คำว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้แก่ธรรมคือจิตและเจตสิก แห่งพระโยคีผู้เข้า หรือผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือผู้อยู่เป็นสุขในธรรมที่บรรลุแล้ว” บรรดาธรรมเหล่านั้น สำหรับในอธิการนี้ ท่านประสงค์เอาจิตและเจตสิกแห่งพระโยคีผู้เข้าฌานนั้น ก็ในสมาบัตินี้ มีอรรถวิจารณะดังต่อไปนี้ ฌานนี้พร้อมทั้งสัมปยุตธรรม ชื่อว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีสัญญาที่หยาบ และชื่อว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญาที่ละเอียดก็ยังมีอยู่ เหตุนั้น ฌานนี้จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา ก็เนวสัญญานาสัญญานั้น เป็นอายตนะด้วย เพราะฉะนั้นเนื่องในฌานยตนะและอัมมายตนะ เหตุนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีกนัยหนึ่ง สัญญาในสมาบัตินี้ไม่มี ชื่อว่าสัญญา เพราะไม่สามารถทำหน้าที่สัญญาได้เต็มที่ และชื่อว่า ไม่มีสัญญาเลย ก็ไม่ได้ เพราะสัญญาก็ยังมีอยู่ โดยที่ยังมีสังขารอันธรรมที่ละเอียดเหลืออยู่ เหตุนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา ก็เนวสัญญานาสัญญานั้น เป็นอายตนะด้วย เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งธรรมที่เหลือ เหตุนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ในสมาบัตินี้ มีได้เพียงสัญญาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ที่แท้ถึงเวทนาก็ชื่อว่า มีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่ ถึงจิตก็ชื่อว่ามีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีจิตก็ไม่ใช่ ถึงผัสสะก็ชื่อว่า มีผัสสะก็ไม่ใช่ ไม่มีผัสสะก็ไม่ใช่ ในสัมปยุตธรรมทั้งหลายที่เหลือก็ฉันนั้นเหมือนกัน