ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ได้ยินมาว่า สามเณรเดินไปข้างหน้าพระเถระผู้เดินทาง เห็นน้ำหน่อยหนึ่งจึงกราบเรียนว่า น้ำครับ ! นิมนต์ถอดรองเท้า เมื่อพระเถระกล่าวว่า เออ ! สามเณร ถ้าน้ำจงนำผ้าอาบน้ำมา ฉันจะสรงน้ำ จึงกราบเรียนว่า ไม่มีครับ ในข้อนั้นพึงเห็นเนื้อความว่า น้ำปรากฏว่ามีอยู่ เพราะพอเพียงที่จะเปียกรองเท้า แต่ปรากฏว่าไม่มี พอที่จะอาบได้ ฉันใด แม้สัญญานั้นก็เหมือนกัน จัดว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่สามารถทำกิจแห่งสัญญาอย่างเต็มที่ได้ จัดว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญายังมีอยู่ โดยที่ยังมีสังขารที่ละเอียดเหลืออยู่ ก็เป็นแต่ไม่พึงไขเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้งด้วยอุปมาเหล่านี้เพียงเท่านั้น พึงไขให้แจ่มแจ้งด้วยอุปมาที่เหมาะสมแม้เหล่าอื่นอีก คำว่า เข้าถึงอยู่นี้ก็มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วเช่นกัน
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดาร ในเนวสัญญานาสัญญายตนกับมัชฌฐาน
[๒๘๘] พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งแห่งสัตวโลก มีพระรูปหาอุปมอเปรียบเสมอเหมือนมิได้ ตรัสอรูปสมาบัติ ๔ อย่าง อันใดไว้แล้ว พระโยคีเข้าใจสมาบัตินั้นดังนี้แล้ว ก็ครวรทราบถ้อยแถลงแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในสมาบัตินั้น
[๒๘๙] จริงอยู่ อรูปสมาบัติเหล่านี้ มีอยู่เพียง ๔ ประการ โดยการก้าวล่วงอารมณ์ บัณฑิตผู้มีปรีชาไม่ปรารถนาการก้าวล่วงองค์แห่งอรูปสมาบัติเหล่านั้น นักศึกษาพึงทราบอรูปสมาบัติเหล่านี้ว่า มีเพียง ๔ ประการ โดยการก้าวล่วงอารมณ์โดยประการทั้งปวง คือ ก็ในอรูปสมาบัติ ๔ เหล่านี้ อรูปสมาบัติที่ ๑ โดยการก้าวล่วงรูปนิมิต อรูปสมาบัติที่ ๒ โดยการก้าวล่วงอากาศ อรูปสมาบัติที่ ๓ โดยการก้าวล่วงวิญญาณที่เป็นไปแล้วในอากาศ อรูปสมาบัติที่ ๔ โดยการก้าวล่วงความไปปราศจากวิญญาณที่เป็นไปแล้วในอากาศ แต่การก้าวล่วงองค์แห่งอรูปสมาบัติเหล่านี้ บัณฑิตไม่ปรารถนาความจริง ในอรูปสมาบัติเหล่านี้ ไม่มีการก้าวล่วงองค์เหมือนในรูปาวจรสมาบัติ เพราะว่า ในอรูปสมาบัติเหล่านี้แม้ทั้งหมด มีองค์ฌานเพียง ๒ เท่านั้น คือ ๑. อุเบกขา ๒. จิตเอกัคคตา