ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในอุปมานั้น มีการขยายความดังต่อไปนี้:-
เขาเล่าว่า มีมณโฑปหลังหนึ่งอยู่ในที่สกปรก สมัยนั้นยังมีชายคนหนึ่งมาแล้วเกลียดความสกปรกนั้น จึงเหนี่ยวมณโฑปนั้นอยู่จุดหนึ่งว่าคนถูกแขวนอยู่ที่มณโฑปนั้น
ต่อมายังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้ว จึงเกาะชายผู้เกาะมณโฑปนั้น
ต่อมายังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้วคิดว่า “ชายที่เกาะมณโฑปก็ดี ชายที่เกาะชายผู้เกาะมณโฑปก็ดี ทั้ง ๒ คนเหล่านี้ยืนไม่มั่นคง เขาทั้ง ๒ จักตกลงไปในบ่อใกล้มณโฑปแน่นอน อย่ากระนั้นเลย เรายืนข้างนอกดีกว่า” เขาจึงยืนเสียข้างนอก ไม่เกาะชายผู้เกาะชายที่เกาะมณโฑปนั้น
ภายหลังต่อมา ยังมีชายอีกคนหนึ่งมาแล้ว คิดเห็นความไม่ปลอดภัยแห่งชายที่เกาะมณโฑปและชายที่เกาะชายผู้เกาะมณโฑปนั้น รู้สึกว่าชายที่ยืนอยู่ข้างนอกเท่านั้นยืนได้มั่นคง จึงยืนเกาะชายคนนั้น
ในข้อนั้น นักศึกษาพึงเห็นอากาศเป็นเครื่องเพิกถอนมณโฑปในที่สกปรก พึงเห็นอากาสานัญจายตนะซึ่งมีอากาศเป็นอารมณ์ เพราะรังเกียจรูปนิมิตดุจชายที่เกาะมณโฑปเพราะรังเกียจความสกปรก พึงเห็นวิญญาณัญจายตนะ ที่ปรารภอากาสานัญจายตนะซึ่งมีอากาศเป็นอารมณ์เป็นไป ดุจชายผู้เกาะชายที่เกาะมณโฑป พึงเห็นอากิญจัญญายตนะ อันไม่ทำอากาสานัญจายตนะให้เป็นอารมณ์แล้วมีความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนะอันเป็นอารมณ์ ดุจชายที่คิดถึงความไม่ปลอดภัยแม้แห่งชายทั้ง ๒ คน แล้วยืนเสียข้างนอก ไม่เกาะชายที่เกาะชายที่เกาะมณโฑปนั้น พึงเห็นเนวสัญญานาสัญญายตนะซึ่งปรารภอากิญจัญญายตนะอันดังอยู่ ณ ที่ภายนอก คือ ความไม่มีวิญญาณเป็นไป ดุจชายที่คิดถึงความไม่ปลอดภัยแห่งชายที่เกาะมณโฑปและชายผู้เกาะชายซึ่งเกาะมณโฑปนั้น แล้วรู้สึกว่าชายที่ยืนอยู่ข้างนอกนั้นว่า เป็นผู้ยืนได้มั่นคง จึงยืนเกาะชายผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอก ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ มีความเป็นไปอย่างนี้ คือ:-
[๒๘๒] ยังต้องทำอรูปสมาบัตินั้นแหละให้เป็นอารมณ์ เพราะไม่มีอารมณ์อื่น เช่นเดียวกับประชาชนจำต้องเคารพพระราชาแม้ที่ตนเห็นความไม่ดี เพราะเหตุแห่งชีวิต