ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๒๘๕] ในอาการทั้ง ๑๐ นั้น ข้อว่า โดยการไป อธิบายว่า พระโยคีพิจารณาว่า ผู้อวชในพระศาสนาซึ่งชื่อว่ามีอนุภาพมากอย่างนี้ ทำการสาธยายพุทธพจน์หรือทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทำวัตรสำหรับลานพระเจดีย์และลานพระศรีมหาโพธิ แล้วเข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณ ปฏิบัติสรีรกิจแล้วขึ้นสู่อาสนะฝังใจกัมมัฏฐานตลอด ๒๐ หรือ ๓๐ ครั้ง ลุกขึ้นจับบาตรและจีวร ละป่าช้าสำหรับบำเพ็ญเพียรซึ่งปราศจากคนยัดเยียดกัน มีสุขเกิดแต่วิเวก บริบูรณ์ด้วยร่มเงา และน้ำสะอาดเยือกเย็น มีภูมิภาคน่าพึงใจ ไม่เห็นแก่ความยินดีในโลกอย่างประเสริฐ บ่ายหน้าตรงต่อบ้านเพื่อต้องการอาหาร ดุจดังสุนัขจิ้งจอกบ่ายหน้าต่อป่าช้า พึงไป
ก็เมื่อไปอย่างนี้ จึงจำต้องเหยียบย่ำผ้าลาดซึ่งเกลือกกลั้วไปด้วยขี้ตีนแมลงสาบ เป็นต้นในเรือน ตั้งต้นแต่ลงจากเตียงหรือตั่ง แต่นั้นก็จะต้องเห็นหนูงูซึ่งน่าเกลียดยิ่งกว่าภายในห้อง เพราะถูกขี้หนูและขี้ค้างคาวเปรอะเปื้อนในกาลบางครั้ง แต่นั้นพึงเห็นพื้นล่างว่าน่าเกลียดไปกว่าพื้นบน เพราะเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้นกแสกและนกพิราบเป็นต้น แต่นั้นพึงเห็นบริเวณว่าน่าเกลียดยิ่งกว่าพื้นเบื้องต่ำ เพราะหมองไปด้วยหญ้าและใบไม้แก่ ซึ่งลมพัดมาในกาลบางคราว และด้วยมูตร กรีส น้ำลาย น้ำมูกของพวกสามเณรผู้ป่วย และในฤดูฝนยังเปรอะไปด้วยน้ำและโคลนตมเป็นต้น พึงเห็นตรอกแห่งวิหารเป็นของน่าเกลียดยิ่งกว่าบริเวณนั้น
อนึ่ง พระโยคีไหว้พระมหาโพธิและเจดีย์โดยลำดับยืนอยู่ในโรงสำหรับจงกรม ไม่เหลียวแลเจดีย์งามเช่นกับกองแก้วมณดา และต้นมหาโพธิที่ระรื่นใจเช่นเดียวกับกำหางนกยูง และเสนาสนะอันสง่าดุจสมบัติในเทววิมาน หันหลังให้ประเทศที่น่ารื่นรมย์เห็นปานนั้น หลีกไปโดยหมายใจว่าจักต้องไปเพราะเหตุแห่งอาหารแล้วเดินไปตามทางบ้าน พึงเห็นแม้ทางมีตอและหนามบ้าง ทางที่ขาดเพราะกำลังน้ำเซาะและชำรุดบ้าง แต่นั้น เธอนุ่งผ้าก็เหมือนผู้ปิดผี รัดประคดก็เหมือนผู้พันผ้าพันแผล ห่มจีวรก็เหมือนผู้คลุมร่างกระดูก นำบาตรออกก็เหมือนผู้นำโกร่งยายออก เมื่อถึงที่ใกล้ประตูบ้าน ก็พึงเห็นแม้ซากช้าง ซากม้า ซากโค ซากควาย ซากมนุษย์ ซากงู และซากสุนัข เป็นต้น