ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในตน เรียกว่าเฉพาะตน เพราะอาศัยตนเป็นไป ฉะนั้น คำว่า หยาบ คือแข็ง คำว่า แข็ง คือกระด้าง ในคำเหล่านั้น คำที่ ๑ บอกลักษณะ คำที่ ๒ บอกอาการ เพราะว่าปฐวีธาตุมีลักษณะแข็งแข็ง ปฐวีธาตุนั้นมีอาการหยาบ เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่าแข็ง คำว่า อันปัจจนยึดมั่น คือยึดถืออย่างมั่น ได้แก่ถืออย่างแน่น อย่างนี้ว่าเรา ว่าของเรา ดังนี้ ความว่า จับแล้วคลำแล้ว คำว่า เสยมยึดที่ นี้เป็นนิบาต ความของนิบาตนั้นว่า หากจะถามว่า ข้อนั้นได้แก่อะไร แต่นั้นเมื่อจะแสดงสิ่งที่ถามถึงนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ผม ขน อนึ่ง ในที่นี้บัณฑิตพึงทราบว่าท่านแสดงปฐวีธาตุโดยอาการ ๒๐ โดยรวมมันสมองเข้าในเยื่อกระดูกด้วย ด้วยบทว่า ก็หรือสิ่งอะไร ๆ แม้อื่นสงเคราะห์ปฐวีเข้าในส่วนทั้ง ๓ ที่เหลือ
สภาพที่เอิบ คืออาปไปสู่นั้น ๆ โดยความเป็นของซึมแทรกไป เหตุนั้นชื่อว่า อาโป สภาพที่ไปแล้วในสภาพที่ซึมซาบทั้งหลายมีอย่างต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งสภาพที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น เหตุนั้นชื่อว่าถึงความซึมซาบ สิ่งนั้นได้แก่อะไร ? ได้แก่สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบแห่งอาโปธาตุ
ชื่อว่า ไฟ ด้วยอำนาจความร้อน ชื่อว่าถึงความเร่าร้อน เพราะเหตุที่ไปแล้วในภาวะที่ร้อนทั้งหลายตามนัยที่กล่าวแล้ว สิ่งนั้นได้แก่อะไร ? ได้แก่สิ่งที่มีลักษณะที่อบอ้าว คำว่า ก็ด้วยสิ่งใด ความว่า ด้วยสิ่งที่นับว่าไฟได้กำเริบแล้ว กายนี้ย่อมเร่าร้อน คือเกิดร้อนรุ่มด้วยภาวะที่ต้องแก้ประจำทุกวัน เป็นต้น คำว่า และเป็นเหตุให้โทษ คือเป็นเหตุให้กายนี้คร่ำคร่า คือให้ถึงความเป็นผู้มีอินทรีย์พิกล สีนกำลังและหนังเหี่ยว ผมหงอกเป็นต้น คำว่า และเป็นเหตุให้ถูกเผาผลาญ คือสิ่งใดกำเริบแล้ว กายนี้ย่อมถูกเผา และบุคคลนั้นคร่ำครวญอยู่ว่า เราย่อมถูกเผา ๆ ดังนี้ ย่อมหวังการทำน้ำมันนยที่เคี่ยวแล้วร้อยครั้งปล่อยให้เย็นและน้ำมันจันทน์เป็นต้น และลมอันเกิดแต่พัดใบตาล คำว่า ให้ของบริโภค ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้มถึงความย่อยไปด้วยดี คือเป็นเครื่องถึงความย่อยไปคือหายไปโดยความเป็นรสเป็นต้นด้วยดี แห่งของบริโภคมีข้าวสุกเป็นต้นนี้ หรือเครื่องดื่มมีน้ำเป็นต้น หรือของเคี้ยวมีแป้งและอาหารว่างเป็นต้น หรือของลิ้มมีมะม่วงสุกน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นนี้ ก็ในบรรดาลักษณะเหล่านี้ ลักษณะ ๓ ข้างต้นมีเตโชธาตุเป็นสมุฏฐาน ลักษณะหลังมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว