ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๑. จริงอยู่อย่างนั้น ท่านเหล่าใดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เข้าสมาบัติแล้วมีจิตแน่วแน่ ย่อมเจริญสมาธิโดยหมายจะอยู่สบายทั้งวัน สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของท่านเหล่านั้น มีการอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นเป็นอานิสงส์ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า จุนทะ ธรรมเหล่านี้ตถาคตไม่เรียกว่าเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาในวินัยของพระอริยะ ธรรมเหล่านี้ตถาคตเรียกว่า เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในภพทันตาเห็นในวินัยของพระอริยะ
๒. สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นก็ดี สมาธิภาวนาเป็นแต่เอียด ๆ โดยนัยแห่งความบรรลุปลอดโปร่งในที่คับแคบก็ดี แห่งปุถุชนผู้สะผุ้ออกจากสมาบัติแล้วเจริญโดยหมายใจว่า จักเห็นแจ้งด้วยจิตอันมั่นคง ชื่อว่ามีวิปัสสนาเป็นอานิสงส์ เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเจริญสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย ด้วยว่าภิกษุผู้มีจิตมั่นคงแล้วย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง
๓. ฝ่ายท่านเหล่าใดยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว เข้าสมาบัติอธิญญาเป็นบาท ออกจากสมาบัติแล้ว มุ่งหมายอภัญญาทั้งหลายมีนัยดังกล่าวแล้วว่า แม้คนเดียวแปลงเป็นสหายหลายคนได้ ดังนี้ บำเพ็ญให้เกิดอยู่ สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของท่านเหล่านั้น ในเมื่อเหตุนั้นเกิดมีอยู่ จัดว่ามีอภัญญาเป็นอานิสงส์ เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งอภัญญา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุนั้นย่อมน้อมนำจิตเพื่อทำให้แจ้งด้วยอภัญญา ซึ่งธรรมอันควรทำให้แจ้งด้วยอภัญญาใด ๆ ย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้น ๆ เทียวในเมื่อเหตุนั้นเกิดมีอยู่
๔. ปุถุชนเหล่าใดมีมานะไม่เสื่อม ปรารถนาการเข้าถึงพรหมโลกโดยหมายใจว่า จักเกิดในพรหมโลก หรือไม่ปรารถนาก็ตาม ไม่เสื่อมจากสมาธิ สมาธิภาวนาอันแน่นแฟ้นของปุถุชนเหล่านั้น มีภพวิเศษเป็นอานิสงส์ เพราะนำมาซึ่งภพวิเศษ