ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
หากจักไม่มีพระรักขิตแล้วไซร้ พวกเราทั้งหมดจักถูกติเตียนว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่สามารถจะปกป้องพุทธนาถได้ เพราะฉะนั้น ขันชื่อว่าอาวุธประจำตัวที่จะพึงถือเที่ยวไป ควรชำระล้างให้สนิทดีเสียก่อนแล้วจึงถือเที่ยวไปได้ ภิกษุทั้ง ๓๐,๐๐๐ รูปนั้น พากันปฏิบัติตามโอวาทของพระเถระแล้ว จึงได้เป็นผู้เข้าฌานได้อย่างฉับพลัน
และถึงจะเข้าฌานได้อย่างฉับพลันแล้วก็ดี การที่จะเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ก็ยังจัดว่าเป็นงานที่หนัก หนึ่งในร้อยคนหรือว่าในพันคนเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งภาวนาบันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตกลงในที่คิริภัตตมหานุบูชา (หมายถึงการบูชาด้วยประทีปเป็นการใหญ่ เริ่มต้นแต่ที่เจดียศรีแพออกไปทั่วเกาะลังกา และเลยลงไปในทะเล อีกโยชน์หนึ่ง) พระเถระได้นิรมิตแผ่นดินขึ้นบนอากาศต้านทานฝนถ่านเพลิงไว้ได้
แต่สำหรับท่านผู้บำเพ็ญความเพียรอย่างแรงกล้ามาแต่ปางก่อน เช่นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอัครสาวกทั้งหลาย ถึงว่าจะเว้นจากการบรรลุอรหัตผลตามลำดับขั้นตอนแห่งภาวนาที่กล่าวมาทุกประการ การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ และคุณทั้งหลายอย่างอื่นมีปฏิสัมภิทาเป็นประเภทก็ย่อมสำเร็จได้ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรผู้จะเริ่มการฝึกฝนจิต ควรฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ อย่างเหล่านี้ ทำจิตให้อ่อน ควรแก่การงานด้วยอำนาจการเข้าฌาน ทำฉันทะให้เป็นประธาน ทำวิริยะให้เป็นประธาน ทำจิตตะให้เป็นประธาน ทำวิมังสาให้เป็นประธาน และด้วยอำนาจการทำจนชำนาญ ชำนาญในการนึกเป็นต้น แล้วพึงทำความพยายามในอิทธิวิธะเถิด เปรียบเหมือนช่างทองผู้ต้องการจะทำเครื่องประดับต่างชนิด ย่อมทำทองให้อ่อน ควรแก่การทำเครื่องประดับด้วยกรรมวิธีมีการรูปเป่าไฟเป็นต้นแล้วจึงทำได้ฉะนั้น และเปรียบเหมือนช่างหม้อผู้ต้องการจะทำภาชนะต่างชนิด ย่อมทำดินให้อ่อน ขยำดีแล้วจึงทำได้ฉะนั้น แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยบุรพเหตุ แม้จะประพฤติให้เชี่ยวชาญเพียงจตุตถฌานในกสิณทั้งหมดก็ทำได้
ก็ในอิทธิการนี้ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีที่พระโยคาวจรทำความเพียรพยายาม จึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า พระโยคีนั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว ดังนี้
[๓๖๘] ในอิทธิการว่าด้วยการทำฤทธิ์ให้สำเร็จนั้น มีคำวินิจฉัยตามแนวแห่งความหมายของพระบาลีดังต่อไปนี้ ในบทพระบาลีเหล่านั้น บทว่า นั้น หมายถึงพระโยคีบุคคลผู้บรรลุจตุตถฌานได้แล้ว คำว่า อย่างนี้ นั้นเป็นเครื่องแสดงซึ่งลำดับแห่ง