ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ความสว่างไสวแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจความมืด คือกิเลสอีก จิตที่ได้รับการประคับประคองจากธรรม ๖ ประการนี้แล้ว ย่อมเป็นจิตถึงความไม่หวั่นไหว จิตที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการเหล่านี้ (คือ ๑. สมาหิเต เมื่อตั้งมั่น ๒. ปริสุทฺเธ บริสุทธิ์ ๓. ปริโยทาเต ผ่องแผ้ว ๔. อนงฺคเณ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ๕. วิคตูปกิเลเส ปราศจากอุปกิเลส ๖. มุทุภูเต เป็นธรรมชาติ นุ่มนวล ๗. กมฺมนิเย เพราะควรแก่การงาน ๘. ฐิตอาเนญฺชปฺปตฺเต ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) ย่อมควรแก่อภิหาร เพื่อทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งอภิญญาสัจจกิริยธรรมทั้งหลาย
นักศึกษาพึงทราบอีกอธิบายหนึ่งว่า ชื่อว่า ตั้งมั่น เพราะเป็นสมาธิในจตุตถฌาน, ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะว่า เป็นจิตที่ไกลจากนิวรณธรรม, ชื่อว่า ผ่องแผ้ว เพราะก้าวล่วงองค์ฌานมีวิตกเป็นต้นได้, ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน เพราะไม่มีความเลวซึ่งดึงลงสู่ความมวยอันเป็นข้าศึกต่อการได้ฌาน, ชื่อว่าปราศจากอุปกิเลส เพราะปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตมีอวิชชา เป็นต้น, ก็จิตที่ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๘ คือ อนงฺคเณ และวิคตูปกิเลเส นี้ นักศึกษาพึงทราบเนื้อหาสาระตามที่ปรากฏในอนังคณสูตร และ วัตถูตรเถิด ชื่อว่าธรรมชาตินุ่มนวล เพราะถึงความเชี่ยวชาญ ชื่อว่า เหมาะควรแก่การงาน เพราะเข้าถึงความเป็นบาทแห่งฤทธิ์ ชื่อว่าตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เพราะเข้าถึงความเป็นจิตประณีต โดยความบริบูรณ์แห่งภาวนา อธิบายว่า ย่อมชื่อว่า ตั้งมั่นไม่ ย่อมถึงความหวั่นไหว จิตที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการดังที่ว่ามานี้ ย่อมจัดเป็น จิตควรแก่อภิหาร คือเป็นบาท เป็นปทัฏฐาน เพื่อทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งอภิญญาสัจจกิริยธรรมทั้งหลายได้แล
[๓๖๙] นักศึกษาพึงทราบวินิจฉัยในพระบาลีที่ว่า ย่อมนำจิต คือน้อมนำจิตไปในฤทธิ์มีอย่างต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าเป็นความสำเร็จ อธิบายว่า เพราะอรรถว่าเป็นผลแห่งความสำเร็จ และเพราะอรรถว่าได้รับความสำเร็จ จริงอยู่ สิ่งใดย่อมผลิตผลและบุคคลได้รับเฉพาะซึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นก็เรียกได้ว่าสำเร็จ