visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 662 | >>

กล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ของพระอริยะเป็นไฉน? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอย่างนี้ไซร้ เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ เป็นผู้วางเฉยมีสตินึก รู้อยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้ ก็ฤทธิ์นี้ท่านเรียกว่า อริยาอิทธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว จริงอยู่ พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้ ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่ และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียดคือที่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า ไม่ปฏิกูลอยู่ และทำการแผ่ว่างาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั้นแลในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่

อนึ่ง ท่านยังอุเบกขามีองค์ ๖ ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า “เห็นรูปด้วยตาแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ให้เป็นไปอยู่” ย่อมพรากห้วงทั้ง ๒ คือทั้งในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูล วางเฉย มีสติรู้อยู่ ก็เนื้อความนี้แหละ ท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า อย่างไรภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่ คือ ภิกษุแผ่เมตตา หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น ดังนี้ ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้ ท่านเรียกว่า ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล

๗. กมมวิปากชาอิทธิ

[๓๗๖] กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น ชื่อว่า กมมวิปากชาอิทธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน? คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก ของเทวดาทุกจำพวก ของมนุษย์บางพวก ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม จริงอยู่

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka