ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
บรรดาฤทธิ์ทั้ง ๑๐ อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ อธิฏฐานาอิทธิ ฤทธิ์ที่แสดงด้วยการอธิษฐานเท่านั้น มีปรากฏแล้วในนิเทศแห่งอิทธิวิธะนี้ แต่ในนิเทศนี้มีเนื้อความมุ่งหมายถึงวิกุพพนาอิทธิและมโนมยฤทธิ์ด้วยเหมือนกัน
[๓๘๐] คำว่า เพื่อฤทธิ์ชนิดหนึ่ง นั้นคือ เพื่อส่วนหนึ่งแห่งฤทธิ์ ได้แก่ เพื่อฤทธิ์ที่ทำได้หลาย ๆ อย่าง คำว่า ย่อมนำ คือย่อมน้อมจิตไป อธิบายว่า ภิกษุนั้นเมื่อฌานที่มีอภิญญาเป็นบาทเกิดขึ้นในจิตนั้น ด้วยวิธีการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมน้อมจิตบริกรรมเพื่อบรรลุถึงฤทธิ์ชนิดหนึ่ง พรากจิตจากอารมณ์กสิณแล้ว ส่งจิตนั้นมุ่งตรงต่อฤทธิ์ชนิดหนึ่ง คำว่า น้อมนำ คือ ทำจิตให้โน้มไปสู่ฤทธิ์ที่ตนจะพึงบรรลุ โอนเข้าไปในฤทธิ์ที่ตนจะพึงบรรลุ คำว่า นั้น ได้แก่ ภิกษุนั้นผู้มีอภิหารแห่งใจอันตนกระทำแล้วอย่างนี้ คำว่า มีหลายอย่าง คือ มีหลายชนิด ได้แก่ มีชนิดต่าง ๆ กัน คำว่า อิทธิวส แปลว่า ส่วนแห่งฤทธิ์ คำว่า บรรลุ คือเสวย ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ได้แก่ ถึง
บัดนี้ เมื่อจะแสดงว่าส่วนฤทธิ์นั้นมีหลายชนิด จึงตรัสคำเป็นต้นว่า แม้เป็นคนคนเดียว ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า แม้เป็นคนคนเดียว คือ ตามธรรมดาก่อนที่จะแสดงฤทธิ์เป็นคนคนเดียว คำว่า บันดาลให้เป็นคนหลายคนได้ คือ เธอเป็นผู้ต้องการจะเดินจงกรม หรือต้องการจะทำการสาธยาย หรือต้องการจะถามปัญหา ในสำนักของภิกษุหลายรูปที่นิรมิตขึ้น จะเป็นร้อยรูปก็ได้ พันรูปก็ได้ ถามว่าภิกษุนั้นจะเป็นอย่างนั้นได้จะต้องทำอย่างไร? ตอบว่า - เธอจะต้องทำภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์ และบาท ๔ บาท ๘ มูล ๑๒ แห่งฤทธิ์ให้ถึงพร้อมแล้วอธิษฐานด้วยญาณจึงจะเป็นอย่างนั้นได้
[๒๘๑] ในคุณสมบัติเหล่านั้น คำว่า ภูมิ ๔ พึงทราบว่า ได้แก่ฌาน ๔ สมดังคำที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ภูมิ ๔ ของฤทธิ์เป็นไฉน ? คือ ปฐมฌาน จัดเป็นวิวกขภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่วิเวก) ทุติยฌาน จัดเป็นปีติสุขภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่ปีติสุข) ตติยฌาน จัดเป็นอุเบกขาสุขภูมิ (ภูมิอันเกิดแต่อุเบกขาและสุข) จตุตถฌาน จัดเป็นอทุกขมสุขภูมิ (ภูมิอันมีสภาวะไม่มีทุกข์และไม่มีสุข) เหล่านี้เป็นภูมิ ๔ ของ