ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์เพื่อบรรลุถึงฤทธิ์ เพื่อทำการแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง เพื่อได้รับอานิสงส์ต่าง ๆ แห่งฤทธิ์ เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญทางฤทธิ์ และเพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์ ดังนี้ ก็เพราะพระโยคียังส่งสุขสัญญาและทุกขสัญญา ด้วยความซาบซ่านแห่งปีติและด้วยความซาบซ่านแห่งสุข แล้วเป็นผู้มีกายอ่อนนุ่มนวล เหมาะควรแก่การงาน ย่อมถึงซึ่งฤทธิ์ ฉะนั้น ในบรรดาฌานเหล่านั้นฌาน ๓ ตอนต้น พึงทราบว่าเป็นภูมิสำหรับปรุง เพราะเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์โดยบรรยายมานี้ แต่ฝ่ายฌานที่ ๔ เป็นภูมิปกติ เพื่อได้ฤทธิ์ที่เดียว
[๓๘๒] คำว่า บาท ๔ พึงทราบว่า ได้แก่ อิทธิบาท ๔ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บาทแห่งฤทธิ์ ๔ อย่างเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทะสมาธิ และปรานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยะ จิตตะ วิมังสา สมาธิและปรานสังขาร เหล่านี้เป็นบาทของฤทธิ์ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ดังนี้
ก็ในอิทธิการนี้ สมาธิมีความพอใจเป็นเหตุ หรือยิ่งด้วยความพอใจ ชื่อว่า ฉันทะสมาธิ คำนี้เป็นชื่อของสมาธิที่พระโยคีทำความเป็นผู้ประสงค์จะบำเพ็ญให้เป็นใหญ่ได้แล้ว สังขารอันเป็นประธาน ชื่อว่า ปรานสังขาร คำนี้เป็นชื่อของความเพียรเป็นเหตุตั้งไว้ชอบที่ทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ คำว่า ประกอบด้วย คือประกอบด้วยฉันทะสมาธิและปรานสังขาร คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ กองจิตและเจตสิกที่เหลืออันเป็นบาท เพราะอรรถว่าว่าเป็นที่ตั้งพำนักแห่งฉันทะสมาธิ และปรานสังขารอันสัมปยุตด้วยอภิญญาจิตซึ่งถึงอันนับว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จ โดยบรรยายว่าความสำเร็จ หรือโดยบรรยายว่า เป็นเครื่องสำเร็จแห่งสัตว์ คือเป็นเครื่องรุ่งเรือง เจริญงอกงามแห่งปวงสัตว์ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทธิบาท ได้แก่เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ของผู้เป็นอย่างนั้น ๆ
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า บาท เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ถึง ความว่า เป็นเหตุให้สัตว์บรรลุ บาทแห่งฤทธิ์ ชื่อว่า อิทธิบาท คำว่า อิทธิบาทนี้ เป็นชื่อแห่งหมวดธรรมมีฉันทะเป็นต้นก็ได้เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุอาศัยฉันทะจึงได้สมาธิ และได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี้เรียกว่า