ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ฉันทะสมาธิ เธอพยายามเพื่อให้ธรรมที่เป็นอกุศลอามุที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ฯลฯ นี้เรียกว่าปรานสังขาร ฉันทะนี้แลฉันทะสมาธินี้และปรานสังขารเหล่านี้ดังกล่าวมาแล้ว ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งประกอบด้วยฉันทะสมาธิและปรานสังขาร แม้ในอิทธิบาทที่เหลือนักศึกษาก็พึงทราบเนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน
[๓๘๓] คำว่า บาท ๘ นักศึกษาพึงทราบว่า ได้แก่บาท ๘ มีฉันทะเป็นต้น สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บาท ๘ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? คือ หากภิกษุอาศัยความพอใจ ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็มิใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยวิริยะ ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไซร้ วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่วิริยะ วิริยะเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยจิตตะ ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไซร้ จิตตะไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่จิตตะ จิตตะเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง หากภิกษุอาศัยวิมังสา ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นบทหนึ่ง สมาธิก็เป็นอีกบทหนึ่ง เหล่านี้คือ บาท ๘ แห่งฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์ ดังนี้
[๓๘๔] นักศึกษาพึงทราบความที่จิตไม่หวั่นไหวโดยอาการ ๑๖ ว่าเป็นมูล ๑๖ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า มูลของฤทธิ์มีเท่าไหร่ มูลของฤทธิ์มี ๑๖ คือ จิตที่ไม่ฟูปลงชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความเกียจคร้าน ๑ จิตที่ไม่ฟุ้งขึ้นชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่าน ๑ จิตไม่กำหนัดชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกำหนัด ๑ จิตไม่ขุ่นข้องชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยพยาบาท ๑ จิตไม่เกาะเกี่ยวชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วย