ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทิฏฐิ ๑ จิตไม่ผูกพันชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยฉันทาราคะ ๑ จิตหลุดพ้นชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกามราคะ ๑ จิตไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกิเลส ๑ จิตที่ทำมิให้มีเขตแดน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยเขตแดนคือกิเลส ๑ จิตที่ถึงความเป็นธรรมชาติมีอารมณ์เป็นหนึ่งชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกิเลสต่าง ๆ ๑ จิตที่ศรัทธาประคองแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอสัทธิยะ ๑ จิตที่วิริยะประคองแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยโกสัชชะ ๑ จิตที่สติประคองแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความประมาท ๑ จิตที่สมาธิประคองแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอุทธัจจะ ๑ จิตที่ปัญญาประคองแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยอวิชชา ๑ จิตที่ถึงความสว่างแล้วชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยความมืดคืออวิชชา ๑ อาเนญชะเหล่านี้ชื่อว่ามูล ๑๖ แห่งฤทธิ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อความแกล้วกล้าทางฤทธิ์
อันที่จริง ความข้อนี้สำเร็จแล้วแม้ด้วยคำเป็นต้นว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ เป็นต้นแม้ก็จริง แต่กระนั้นท่านก็กล่าวไว้อีก เพื่อแสดงว่าปฐมฌานเป็นต้นเป็นภูมิเป็นบาทเป็นบทและเป็นมูลของฤทธิ์ อนึ่ง นัยก่อนเป็นนัยที่มาในพระสูตร ส่วนอันนี้มีมาในปฏิสัมภิทา การที่ท่านกล่าวไว้อีก ก็เพื่อจะมีห้องในข้อความทั้ง ๒ ดังกล่าวมาแล้วแล
[๓๘๕] คำว่า อธิษฐานด้วยญาณ มีอธิบายว่า ก็พระโยคีนั้นบำเพ็ญธรรมอันเป็นภูมิ เป็นบาท เป็นบท และเป็นมูลแห่งฤทธิ์เหล่านี้ให้ถึงพร้อมแล้ว จึงเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาทออกแล้ว หากเธอต้องการจะนิรมิตตนเองให้เป็นคน ๑๐๐ คน ก็ต้องทำบริกรรมว่า สตํ โหมิ สตํ โหมิ เราจงเป็นคน ๑๐๐ คน เราจงเป็นคน ๑๐๐ คนเถิด แล้วเข้าฌานอภิญญาเป็นบาทอีก ออกแล้วจึงอธิษฐาน เธอพร้อมกับจิตที่อธิษฐานแล้วก็จะเป็นคน ๑๐๐ คนขึ้นมาทันที แม้จะให้เป็นคน ๑๐๐๐ คน ก็ทำตามแบบนี้แหละ ถ้าหากเมื่อเธอทำอย่างนี้แล้วไม่สำเร็จ ต้องทำบริกรรมใหม่ เข้าสมาบัติซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ อีก ออกแล้วจึงอธิษฐานเกิด แต่ในอรรถกถาสังยุตตนิกายกล่าวไว้ว่า จะเข้าครั้งเดียวหรือสองครั้งก็ใช้ได้ ในการอธิษฐานจิตนั้น จิตซึ่งมีฌาน