ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เป็นบาทมีนิมิตเป็นอารมณ์ จิตที่บริกรรมมีร้อยคนหรือพันคนเป็นอารมณ์ก็ได้ แต่อารมณ์เหล่านั้นแลเป็นด้วยอำนาจวรรณะ มิใช่ด้วยอำนาจบัญญัติ แม้ต่ออธิษฐานมีคนตั้งร้อยคนหรือตั้งพันคนเป็นอารมณ์ก็เหมือนกัน จิตนั้นดูอัปปนาจิต ซึ่งกล่าวแล้วในก่อนเกิดดวงเดียวเท่านั้น รองจากโคตรภูญาณ นับเข้าเป็นฌานที่ ๔ ชั้นรูปาวจร
[๓๘๖] ก็แม้คำใดที่ท่านพระสาริบุตรเถระกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า ตามปกติคนคนเดียวนึกให้เป็นหลายคน คือ ตั้งร้อยคน ตั้งพันคน หรือตั้งแสนคน ครั้นนึกแล้วก็อธิษฐานด้วยญาณว่า พหุโก โหมิ เราจงเป็นคนมากคน ดังนี้ ย่อมกลายเป็นคนมากคนได้ เหมือนอย่างท่านพระจุลปนก ในคำนั้น คำว่า นึก ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคนั้นด้วยสามารถแห่งการบริกรรมนั่นแล คำว่า ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจแห่งอภิญญาญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคีก็ให้เป็นมากคนอยู่ ต่อแต่นั้นแปลงจึงเข้าฌานยัตในที่สุดแห่งจิตบริกรรมเหล่านั้น ออกจากสมาบัติแล้ว จึงนึกว่า เราจงเป็นคนมากคนอีก เบื้องหน้าแต่นั้นจึงอธิษฐานด้วยอภิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งดังมาว่า อธิษฐานด้วยอำนาจที่เป็นเหตุให้สำเร็จอันเกิดขึ้นในระหว่างแห่งจิตที่เป็นบุพภาค ๓ หรือ ๔ ดวง ซึ่งเป็นไปแล้ว นักศึกษาพึงเข้าใจความหมายในพระบาลีปฏิสัมภิทาก็ที ดังอธิบายมานี้แล
อนึ่ง คำใดซึ่งได้กล่าวไว้ว่า เหมือนอย่างท่านจุลปนกดังนี้ คำนั้นท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อชี้ประจักษ์พยานแห่งการอธิษฐานให้เป็นคนมากคนได้ ก็ข้อความอันนั้นควรยกเรื่องขึ้นแสดงประกอบดังนี้
เล่าสืบต่อกันมาว่า พี่น้องทั้ง ๒ คนนั้นได้ชื่อว่า ปันถก เพราะท่านเกิดในหนทาง ท่านทั้งสองคนนั้นคนพี่ชื่อว่ามหาปันถก ท่านมหาปันถกนั้นบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ประการ พอท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงให้น้องชายผู้ชื่อว่าจุลปันถกบวชบ้าง ได้ให้ท่องคาถานี้ว่า :-