ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
ปาโต สิยา ผุลฺลมาวีตคนฺธํ
องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
ตปนฺตมาทิจฺจมิวํตลิกฺเข
ดอกบัวโกกนุท กลิ่นหอม บานแต่เช้าไม่ไร้กลิ่น ฉันใด เจ้าจงดูพระอังคีรสเจ้า พระองค์ผู้ไพโรจน์เจิดจ้าปานดวงพระอาทิตย์ ทอแสงอยู่ในอากาศ ฉะนั้น
ตั้ง ๔ เดือนพระจุลปันถกนั้นก็ไม่สามารถจะท่องคาถานี้ให้คล่องได้ เวลาผ่านมา พระเถระจึงกล่าวกะเธอว่า เธอเป็นคนอาภัพในพระศาสนา จึงขับออกจากวัด ก็ในเวลานั้นพระเถระเป็นภัตตุเทศก์ หมอชีวกเข้าไปหาพระเถระแล้วเรียนว่า ท่านขอรับ พรุ่งนี้ขอพระคุณท่านนิมนต์พาภิกษุ ๕๐๐ รูปพร้อมทั้งพระผู้มีพระภาค ไปรับภิกษาในเรือนของพวกกระผมด้วยเถิด
แม้พระเถระรับนิมนต์แล้วว่า เรารับนิมนต์เพื่อภิกษุที่เหลือ เว้นท่านจุลปันถกเสีย พระจุลปันถกจึงยืนร้องไห้ที่ซุ้มประตู พระผู้มีพระภาคทรงเล็งดูทราบด้วยทิพยจักษุญาณ เสด็จเข้าไปหาเธอแล้วตรัสถามว่า ร้องไห้ทำไม ? เธอกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุที่ไม่สามารถจะท่องจำหนังสือได้ จะลงมติว่าเป็นผู้อาภัพในศาสนาของเรานั้นไม่ถูก อย่าเศร้าโศกไปเลยนะเธอ
ดังนี้แล้ว ทรงจับแขนพระจุลปันถกพาเข้าไปยังพระวิหาร ทรงเนรมิตท่อนผ้าเก่าขึ้นผืนหนึ่งด้วยฤทธิ์านุภาพแล้วได้ประทานให้ด้วย ทรงสั่งกำชับว่า “เอาเถอะภิกษุ เธอจงลูบคลำผ้าผืนนี ้และทำการท่องอยู่ในใจบ่อย ๆ ว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ผ้าสำหรับเช็ดธุลี” ดังนี้
เมื่อเธอทำอยู่อย่างนั้น ผ้านั้นได้กลายเป็นสีดำ เธอจึงกลับได้สติว่า ผ้าผืนนี้เดิมเป็นผ้าสะอาด ความเศร้าหมองในผ้าผืนนั้นไม่มี แต่นี่เป็นความเศร้าหมองที่เกิดจากอัตภาพแท้ ๆ ดังนี้แล้ว จึงพิจารณาหยั่งรู้ลงไปในขันธ์ ๕ เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุญาณอันใกล้โคตรภูญาณให้ถึงอนุโลมญาณ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระโอภาสคาถาแก่เธอว่า :-