ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๓๙๑] อีกอย่างหนึ่งปาฏิหาริย์ที่ปรากฏแม้ทุกอย่างชื่อว่า อวิภาพ ปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏทุกอย่างชื่อว่า ติรภาพ บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง ๒ ประเภทนั้น สำหรับปาฏิหาริย์ที่ปรากฏคือ ฤทธิ์ก็ปรากฏ คนมีฤทธิ์ก็ปรากฏเช่นกัน ข้อนั้นพึงแสดงเรื่องยมกปาฏิหาริย์เป็นตัวอย่าง
จริงอยู่ พระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์อันมิได้ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ในกาลนั้น ในสมาคมนั้นปาฏิหาริย์ทั้ง ๒ อย่างปรากฏแล้วอย่างนี้คือ กองไฟเป็นไปแต่พระกายเบื้องบน สายน้ำเป็นไปแต่พระกายเบื้องล่าง สำหรับปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏ ย่อมปรากฏเฉพาะฤทธิ์เท่านั้น ส่วนผู้มีฤทธิ์ก็หาปรากฏไม่ ข้อนั้นพึงแสดงด้วยมหสูตร และพรหมนิมันตนิกสูตร จริงอยู่ ในที่นั้น ฤทธิ์ของท่านพระมหกะและของพระผู้มีพระภาคปรากฏแล้ว แต่ท่านผู้แสดงฤทธิ์มิปรากฏ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ท่านนิตตกคหบดีนั่งอยู่ส่วนข้างหนึ่งแล้วกล่าวกะท่านพระมหกะว่า ‘ท่านขอรับ กระผมขอโอกาส คือขอพระเป็นเจ้ามหกะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นธรรมชั้นเยี่ยมของมนุษย์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด’ พระมหกะกล่าวว่า ‘คหบดี ถ้าอย่างนั้นท่านจงให้คนปูผ้าอุตตราสงค์ตรงที่ระเบียงแล้วเกลี่ยฟอนหญ้าเอาไว้’ ‘อย่างนั้นหรือขอรับ’ ท่านนิตตกคหบดีพูดจบครับปฏิบัติตามคำของท่านมหกะ ใช้คนปูผ้าอุตตราสงค์เข้า ตรงที่ระเบียงเกลี่ยฟอนหญ้าไว้แล้ว
ต่อจากนั้นแล ท่านพระมหกะก็เข้าไปสู่วิหาร บันดาลอิทธาสังขารเช่นนั้น ให้เป็นเปลวไฟออกมาทางช่องลูกดาลและช่องระหว่างลิ่ม ทำหญ้าให้ไหม้แล้ว แต่ไม่ให้ผ้าอุตตราสงค์ไหม้ อีกอย่างหนึ่ง สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย ระยะนั้นแล เราบันดาลอิทธาสังขารเช่นนั้นว่า ขอให้พระพรหมและบริษัทของพระพรหมและพรหมปาริชัชชา จงได้ยินเสียงของเราแต่ก็อย่าได้เห็นเราเลย’ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ดังนี้ ทรงหายไปแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า”