ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
“เราเห็นภัยในภพอย่างชัดแจ้ง เห็นภพและเห็นสัตว์ผู้แสวงหาความปราศจากภพจึงไม่ติดใจ ไม่เพลิดเพลิน และไม่ยึดมั่นถือมั่นภพเอาไว้เลย”
[๓๙๒] ในข้อพระบาลีว่า ทะลุไปข้างนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างเปล่านี้ มีอธิบายความว่า คำว่า นอกฝา คือ ฝากฝา อธิบายว่า ส่วนฝากข้างโน้นแห่งฝา ในบทนอกอากาศนี้ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน ก็คำว่า ฝา นี้เป็นชื่อของฝาเรือน ชื่อว่า กำแพง ได้แก่ กำแพงที่ล้อมเรือน วัด หรือหมู่บ้าน เป็นต้น ชื่อว่า ภูเขา ได้แก่ภูเขาดินหรือภูเขาหิน คำว่า ทะลุไม่มีติด คือไม่ขัดข้อง คำว่า เหมือนที่ว่าง คือ เหมือนในกลางอากาศ
ก็พระโยคีผู้มีความประสงค์ในการไปดังนั้น เข้าอากาสกสิณออกแล้ว รำพึงถึงฝาหรือกำแพงหรือภูเขาแห่งใดแห่งหนึ่ง แม้เป็นภูเขาสิเนรุหรือภูเขาจักรวาฬก็ได้ ทำบริกรรมแล้วพึงอธิษฐานว่า “อากาโส โหตุ ของจงเป็นที่ว่าง” ดังนี้ ฝาเป็นต้นย่อมกลายเป็นที่ว่างได้ทันที เมื่อต้องการจะลงข้างล่างหรือต้องการจะขึ้นข้างบนก็จะเป็นโพรงไปได้ เมื่อต้องการจะทะลุไป ก็เป็นช่องให้ไปได้ พระโยคีจะทะลุไปในที่นั้นได้โดยไม่ติดขัดเลย
ฝ่ายพระจูฬปันถกะผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวแย้งในข้อนี้ว่า “อาวุโส กิการเข้าอากาสกสิณมีประโยชน์ อย่างไร ? มีน่าพระโยคีผู้ต้องการนิรมิตช้างม้าเป็นต้น มีต้องเข้ากสิณช้าง กสิณม้าเป็นต้นหรือก็ความเป็นผู้ทำบริกรรมในกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ชำนาญในสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นสำคัญมิใช่หรือ เหตุนั้น ต้องการจะเข้ากสิณอย่างใด จงเข้ากสิณอย่างนั้นเถิด” พวกภิกษุจึงพากันกล่าวแย้งว่า “ท่านขอรับ อากาสกสิณเท่านั้นมาในพระบาลี เหตุนั้น การเข้าอากาสกสิณนั้น จึงควรกล่าวได้โดยแท้”
ในการอธิษฐานให้เป็นที่ว่างนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้ คือ ตามปกติ พระโยคีผู้ได้อากาสกสิณสมาบัติ ย่อมรำพึงถึงภายนอกฝา ภายนอกกำแพง ภายนอกภูเขา ครั้นนึกรึงแล้ว ย่อมอธิษฐานด้วยญาณว่า อากาโส โหตุ ของจงเป็นที่ว่าง เกิด ดังนี้ ก็จะกลายเป็นอากาศที่ว่างสมหวัง เธอย่อมไม่มีได้ติดขัดทั้งภายนอกฝา ภายนอกกำแพง ภายนอกภูเขา โดยปกติ