ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
มนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์ก็จะเข้าไปได้ในที่เฉพาะไม่มีอะไร ติดขัดไม่มีอะไรขวางกั้น ไม่มีอะไรปิดบังฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นก็เหมือนกัน ฉันนั้น เป็นผู้มีความชำนาญทางใจ ไปไหนก็ไม่ติดขัดทั้งภายนอกฝา ภายนอกกำแพง ภายนอกภูเขา เหมือนไปในที่ว่าง ฉะนั้น
ถามว่า - ก็ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอธิษฐานแล้วไปอยู่อย่างนั้น เกิดมีภูเขาหรือต้นไม้ผุดขึ้น กั้นในระหว่างทาง เธอจะต้องเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานอีกหรือไม่ ?
ตอบว่า - โทษในการที่จะเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานอีกนั้นย่อมไม่มี เพราะว่า การเข้าสมาบัติแล้วอธิษฐานใหม่อีก ย่อมเป็นเหมือนกับการถือนิสัยในสำนักของพระอุปัชฌาย์ ก็เพราะภิกษุผู้อธิษฐานแล้วว่า จงเป็นที่ว่าง ดังนี้ ก็คงเป็นที่ว่างดังหมายอีกนั้นแหละ ด้วยกำลังการอธิษฐานคราวแรกของพระโยคีนั้น ภูเขาหรือต้นไม้ย่อมจักเกิดผุดขึ้นตามจุดในระหว่างทาง ดังนี้ เป็นฐานะที่มีไม่ได้เลย การนิรมิตคราวแรกย่อมมีกำลังกว่าฤทธิ์อื่นที่ผู้มีฤทธิ์นิรมิตขึ้นแล้ว อันการนิรมิตนอกจากนี้ จะต้องเป็นไปข้างบนหรือข้างล่างแห่งการนิรมิตทีแรกนั้น
[๓๙๓] ในบทพระบาลีว่า ทำการผุดขึ้นและดำลงแม้ในแผ่นดินนี้ มีอธิบายว่า การโผล่ขึ้นเรียกว่า การผุดขึ้น การจมลงเรียกว่าการดำลง การโผล่ขึ้นและดำลงเรียกว่า การดำผุด พระโยคีผู้ต้องการทำให้เป็นอย่างนั้น เข้าอาโปกสิณออกแล้วกำหนดว่าแผ่นดินในที่ประมาณเท่านี้จงเป็นน้ำ ทำบริกรรมแล้วพึงอธิษฐานตามนัยดังที่ได้กล่าวแล้วแล พร้อมกับด้วยการอธิษฐาน แผ่นดินในที่ตามที่ได้กำหนดไว้ย่อมกลายเป็นน้ำทันที เธอจึงทำการดำผุดในน้ำนั้น
ในการอธิษฐานให้เป็นน้ำนั้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้ คือ ตามปกติพระโยคีผู้ได้อาโปกสิณสมาบัติ รำพึงถึงแผ่นดิน ครั้นรำพึงแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า “อุทกํ โหตุ จงเป็นน้ำ” ดังนี้ แผ่นดินย่อมกลายเป็นน้ำทันที เธอจึงทำการดำผุดในแผ่นดิน ตามปกติ พวกมนุษย์ที่ไม่มีฤทธิ์ ย่อมทำการดำผุดในน้ำได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเป็นผู้มีความชำนาญทางใจ ย่อมทำการดำผุดในแผ่นดินคล้ายน้ำได้ ฉันนั้น และมิใช่จะทำได้แต่เพียงการดำผุดเท่านั้น ยังทำการอาบ ดื่ม ล้างหน้า และล้างสิ่งของเป็นต้น ตามที่ตนปรารถนาจะทำได้อีกด้วย และมิใช่จะอธิษฐานให้เป็นน้ำได้อย่างเดียว ถ้าต้องการนยสิ ล น้ำผึ้ง